'ใบสั่ง' ดีเอสไอ? ฉวยจังหวะโควิด

'ใบสั่ง' ดีเอสไอ? ฉวยจังหวะโควิด
16 เมษายน 2563 | โดย โต๊ะข่าวการเมือง กรุงเทพธุรกิจ
6,474

ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลายเป็นจุดสนใจใหญ่ของประเทศ มาตรการล็อกดาวน์ ทำงานที่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ ผลักดันให้หลายภาคส่วนเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่ทว่าภายในกระทรวงยุติธรรม กลับพบคลื่นความเคลื่อนไหวผิดไปจากปกติ

โดยเฉพาะกรมสอบสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หน่วยงานที่คุมอำนาจสอบสวนคดีสำคัญๆ ไว้จำนวนหนึ่ง

หลังการเจ็บป่วยของอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ม.ค.63 จนต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และนำไปสู่การตัดสินใจยื่นใบลาออกจากราชการ โดยมีผลไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย.63

ระหว่างนั้น นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ให้มารักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.63 

ต่อมา ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งที่ 109/2563 ลงวันที่ 26 มี.ค.63 ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.ท.กรวัชร์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.63 และมีคำสั่งให้รองอธิบดีดีเอสไอ 4 คน สลับกันปฏิบัติหน้าที่แทน ประกอบด้วย นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล พ.ต.ท.สุภัทร์ ธรรมธนารักษ์ และ พ.ต.อ.อัครพล บุณโยปัษฏัมภ์ 

แต่ด้วยหลักอาวุโสลำดับที่ 1 นั่นหมายถึง รักษาการเบอร์ 1 คือ หมอไตรยฤทธิ์ จะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทั้งในงานคดีและการบริหาร โดยที่หมอไตรยฤทธิ์ เป็นรองอธิบดีที่โอนย้ายมาจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประมาณ 1 ปีเศษ จนสร้างความประหลาดใจให้กับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงเหตุผลในข้อสั่งการดังกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงสาเหตุในการยกเลิกคำสั่งรักษาราชการอธิบดีดีเอสไอของ พ.ต.ท.กรวัชร์ พร้อมปรับเปลี่ยนการบริหารในดีเอสไอว่า มีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ อาทิ 

1. การบริหารงบประมาณลับ ที่ใช้ในการสืบสวน สอบสวนคดีพิเศษ วงเงิน 35-40 ล้านบาทต่อปี 

2. การเปิดสอบบรรจุเข้ารับราชการของดีเอสไอ ที่มีการหารือในทำนองว่า อยากให้ตีตกไป 20 ลำดับ เพื่อเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับล่างขึ้นมาทดแทน แต่ในชั้นนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการเปิดสอบดังกล่าวมีการวางระบบค่อนข้างรัดกุม จัดจ้างสถาบันการศึกษาภายนอกเข้ามาดำเนินการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และประกาศผลสอบ โดยดีเอสไอจะรับผิดชอบเพียงการสอบสัมภาษณ์ 

ดังนั้นผู้ที่จะผ่านเข้าสู่ด่านการสอบสัมภาษณ์ จะต้องผ่านการสอบบรรจุเพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อกับ ก.พ.ก่อน หรือมิเช่นนั้นก็ต้องไปสอบบรรจุตามระเบียบของ ก.พ.กับหน่วยราชการอื่น แล้วทำเรื่องขอโอนย้ายสังกัด

3. การหารือในทางข้าง ถึงคำสั่งไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงินของนายพานทองแท้ ชินวัตร “โอ๊ค” บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร กรณีมีเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับเครือกฤษดาธานนท์ วงเงิน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีส่วนตัวของนายพานท้องแท้ 

โดยอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และอัยการคดีศาลสูง ต่างมีความเห็นไม่ยื่นอุทธรณ์ ภายหลังศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน 

ตามขั้นตอนอัยการได้ส่งหนังสือความเห็นมายังดีเอสไอในฐานะเจ้าของสำนวน โดยดีเอสไอสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง คือ เห็นพ้องกับอัยการ ไม่อุทธรณ์คดี ซึ่งจะย้อนแย้งความเห็นของตัวเองที่เคยมีคำสั่งฟ้องคดีไปก่อนหน้านี้ 

กับแนวทางที่ 2 ยืนยันความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนพร้อมความเห็นแย้งไปให้อัยการสูงสุด ชี้ขาด ซึ่งห้วงเวลาที่อัยการส่งหนังสือมายังดีเอสไอ เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการยกเลิกคำสั่งรักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ และแต่งตั้งรักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ คือวันที่ 26 มี.ค.63

สำหรับสำนวนคดีฟอกเงินของนายพานทองแท้ นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า ดีเอสไอได้รับสำนวนคดีพร้อมความเห็นไม่ยื่นอุทธรณ์จากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว แต่ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง จึงไม่ทราบรายละเอียดในสำนวนคดีเดิม 

ดังนั้นจึงและได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาศึกษารายละเอียดในสำนวนพร้อมความเห็นของอัยการ พร้อมกำชับให้คณะทำงานศึกษารายละเอียดด้วยความรอบคอบ และให้อิสระคณะทำงานอย่างเต็มที่

4. การหารือในทางข้างถึงการสั่งไม่ฟ้อง-ไม่ทำความเห็นแย้งในคดีสำคัญหลายคดี โดยเฉพาะ 8 คดีที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการฟอกเงินจากการยักยอกทรัพย์ และฉ้อโกงประชาชนของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ซึ่งเชื่อมโยงถึงโครงข่ายธรรมกาย 

โดยคดีของนายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งรับซื้อ-ขายที่ดินแทนวัดธรรมกาย แล้วนำเงินส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง แล้วเก็บส่วนหนึ่งไว้เป็นประโยชน์ของตนเอง ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องข้อหาฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน ส่งสำนวนกลับมาให้ดีเอสไอ ในยุคของพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ยืนยันความเห็นสั่งฟ้อง ส่งสำนวนพร้อมทำความเห็นแย้งไปยังอัยการสูงสุด

แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า กรณีคุณขอมาทยอยเข้ามายังดีเอสไอเป็นระยะๆ ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอจึงพยายามสร้างเกราะป้องกันการแทรกแซง เพื่อปกป้ององค์กรและกระทรวงยุติธรรม ไม่ให้เข้าสู่ภาวะทำลายตัวเอง

โดยพยายามถอดบทเรียนจากอดีต ที่ประชาชนเสื่อมศรัทธา จนเสนอความเห็นให้ปฏิรูปองค์กรหรือยุบทิ้งดีเอสไอไปเสียเลย 

ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับที่จะนั่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ด้วยตนเอง จึงเป็นหลักประกันไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 

แต่ในห้วงที่ประเทศได้รับผลกระทบกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 รวมกับความไม่เป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ ทำให้ดีเอสไอ และหลายหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม กำลังเผชิญกับวังวนปัญหาเดิมอีกครั้ง!

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง