คุยกับ ‘ยุทธภูมิ พิบูลย์สวัสดิ์’ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้กลายเป็นรายได้ไม่สิ้นสุด

คุยกับ ‘ยุทธภูมิ พิบูลย์สวัสดิ์’ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้กลายเป็นรายได้ไม่สิ้นสุด
12 เมษายน 2563 | โดย ปณิดดา เกษมจันทโชติ
2,402

เปิดบ้าน "ยุทธภูมิ พิบูลย์สวัสดิ์" พร้อมแนวคิดในการดำเนินชีวิตสุดอินดี้ เริ่มต้นทำงานจากความสุข เปลี่ยนเป็นองค์ความรู้ สู่การสร้างรายได้ที่ไร้ข้อจำกัด

"ป็อบ ยุทธภูมิ พิบูลย์สวัสดิ์" นักเดินทางที่ผู้ชมและผู้อ่านสายท่องเที่ยวคุ้นเคย เปิดบ้านให้ทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ได้ร่วมพูดคุยถึงมุมมองการใช้ชีวิตอิสระ ที่กลายเป็นรายได้ที่ขยายไปตามความสุขในรูปแบบที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง 

“ผมไม่รู้สึกว่า ผมจะมีความสุขเพราะผมต้องมีเงิน แต่ผมมีความสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่อยาก ทำทุกอย่างด้วยตัวเองมันสนุก แล้วเราก็ได้อะไรกลับมา”

ประโยคที่สะท้อนถึงแนวคิดหลักในการดำเนินชีวิตของ ป็อบ ยุทธภูมิ พิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ไม่มีนิยามอาชีพที่ตายตัว เพียงพยายามทำในสิ่งที่ “ไม่ฝืนใจตัวเอง” จนต่อยอดเป็นท่อน้ำเลี้ยงรายได้ แตกแขนงไปตามความสุขที่พูดได้ว่าชีวิตนี้ไม่มีวัน อดตาย” 

158662674577

  •  จุดเริ่มต้นของชีวิตอิสระ 

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ ยุทธภูมิ ในบทบาทของนักเดินทางผ่านผลงานในช่องทีวีอย่างรายการ “Backpackcar” ขับรถท่องเที่ยว ผจญภัย ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยไป หรือผ่านตากับผลงานเขียนเรื่องการท่องเที่ยวในนิตยสาร OFF ROAD ในคอลัมน์ The Backpackcar เรื่องเล่าผ่านรอยล้อกันมาบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้วเขาเป็นมากกว่านั้น...

ยุทธภูมิ เล่าว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยทำงานประจำเลย งานของเขาคือการทำตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง และสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ในแบบที่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร 

เขาเริ่มต้นชีวิตจากการความชอบในการเดินทาง ตั้งแต่วัย 17 ปี ด้วยวิธีการโบกรถตามปั๊มน้ำมันไปจังหวัดต่างๆ มัดจำคนขับด้วยบัตรประชาชนเป็นสัญญาใจ ก่อนลงต่อรถไปในเส้นทางที่อยากไปเรื่อยๆ พักนอนตาม บขส. แบบค่ำไหนนอนนั่น กินอาหารที่เป็นส่วนเกินจากความต้องการของคนอื่นในร้านอาหารต่างๆ รวมถึงลูกชิ้นที่หลายคนห้อยไว้ตามต้นไม้ก่อนขึ้นรถเมล์ ให้หายหิว

ประสบการณ์ ช่วงวัยรุ่น เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ และกลายเป็นสิ่งที่สอนให้ ยุทธภูมิ รู้ว่าคนเราสามารถเริ่มต้นเดินทางตามความฝัน หรือทำตามความต้องการบางอย่างได้ "แม้ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว" แต่เรื่องน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเขาคือการได้มองเห็นว่าการใช้ชีวิตโดยไม่ใช้เรื่องเงินเป็นที่ตั้ง ทำให้เขาสามารถทำทุกอย่างได้เต็มที่แบบไร้ขีดจำกัด

158662702083

"ผมไม่มีอาชีพหลัก ชอบทำอะไรเราก็ทำสิ่งนั้น ชอบเฟอร์นิเจอร์ ประดิษฐ์อุปกรณ์ ทำงานก่อสร้าง ทำอาหาร เย็บผ้า ชอบรถ รักการเดินทาง ชอบเขียนหนังสือ ชอบวาดรูป ไม่มีอะไรเป็นหลัก แต่ทุกอย่างที่ทำเกี่ยวเนื่องกัน เวลาผมทำไม่เคยคิดถึงผลลัพธ์ ผมไม่ได้ต้องการที่เป็นตัวเงิน แค่เราสนุกแล้วได้มันมาอย่างเหมาะสมก็ทำให้เรามีความสุข ถ้าเราต้องการมันมากๆ ได้มันมาเก็บไว้เยอะๆ แต่ไม่มีความสุขมันก็ไม่มีค่าอะไรเลย"

ยุทธภูมิ มองว่ามนุษย์กำหนดเงินขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อแลกเปลี่ยน ซึ่งการมีตัวกลางในทุกวันนี้ทำให้กระบวนการอ้อมไปไกลมากกว่าที่ควรจะเป็น

“ถ้าผมอยากจะกินมะละกอสักลูกหนึ่งผมต้องคิดก่อนว่าผมทำงานอะไร แล้วได้เงินเดือนเท่าไหร่ วางแผนการทำงาน เอาเงินเดือนออกไปหาซื้อว่าที่ไหนมีมะละกอขาย ที่ไหนอร่อย แต่ถ้าคิดตรงๆ อยากกินมะละกอ ผมก็ปลูกมะละกอ แล้วพอออกลูกก็กิน ผมแค่เลือกอย่างหลัง ส่วนมากของชีวิตของผมเป็นแบบนี้”

ในโลกนี้เราอยู่เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง เราไม่ได้อยู่เพื่อตามสังคม” 

158662701960

  •  รายได้ที่เริ่มต้นจากความชอบ 

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าไลฟ์สไตล์ที่จัดได้ว่าเป็นชาวอินดี้ (Independent) คือการทำความชอบให้เกิดเป็นวงจรของรายได้ได้อย่างไร

ยุทธภูมิเล่าว่า แม้จะเริ่มต้นทุกอย่างที่ “ความชอบ แต่สิ่งที่ต้องมีควบคู่กันคือ องค์ความรู้” และ ประสบการณ์” แนวคิดนี้ทำให้เขาเริ่มสะสมประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตนเองไปเรื่อยๆ โดยมีความชอบเป็นเชื้อเพลิงเติมไฟให้ตัวเองตลอดเวลา พยายามพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่หาซื้อไม่ได้แม้มีเงินมหาศาล

การเดินทางทุกครั้งของ ยุทธภูมิ จึงไม่มีเป้าหมายที่ตายตัว เพราะเป็นการเดินทางที่ต้องการไปรู้จักสิ่งต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทาง ไม่ใช่แค่ไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ทำให้สิ่งที่ได้มาระหว่างทาง “Backpackcar”  ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า ภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหวที่หลายคนเห็นเท่านั้น แต่เป็นทักษะการใช้ชีวิตเช่น การเอาตัวรอดในป่า การซ่อมรถยนต์ การทำอะไหล่รถยนต์ ฯลฯ

เมื่อเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาจะมี “องค์ความรู้ที่สามารถแปลงเป็น ทรัพย์ได้เสมอ เช่น การซ่อมรถด้วยตัวเองบ่อยๆ ทำให้รู้จักรถของตัวเองมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าอู่ เมื่อรู้จักปัญหาของรถเก่า รู้ว่าอะไหล่ส่วนไหนที่หายาก และค่อยๆ เรียนรู้เพื่อหาวิธีสร้างอะไหล่เหล่านั้นขึ้นมาใช้งานแทนของเดิมให้ได้ จนปัจจุบันมีอะไหล่รถยนต์ทั้งส่วนของเครื่องยนต์ ตัวถัง และอุปกรณ์อื่นๆ กว่า 400-500 ชนิดที่สามารถทำได้เอง และขายในกลุ่มที่มีความต้องการ

158662702471

นอกจากการทำอะไหล่รถยนต์ บ้านของยุทธภูมิ ยังทำหน้าที่เป็นโรงรถ ต้อนรับ(อดีต)ซากรถที่เก่าจนขับไม่ได้ หรืออาการหนักจนเจ้าของซ่อมไม่ไหวมาชุบชีวิตใหม่ ด้วยทักษะด้านศิลปะและองค์ความรู้ในการซ่อมรถยนต์จนกลับมาใช้งานได้ สวยงาม จนกลายเป็นของมีมูลค่าที่คนรักรถหมายตา

นอกจากรายได้ที่มาจากความชอบรถแล้ว ยังมีรายได้จากการใช้ทักษะศิลป์ รับจ้างทำงานฝีมือ วาดภาพ ปั้นชิ้นงาน ระหว่างเดินทางไปจังหวัดต่างๆ เก็บเรื่องราวมาเขียนหนังสือ บันทึกภาพมาทำรายการ ฯลฯ

หรือแม้แต่ ที่ฟังดูแปลก ก็เห็นจะเป็นการเสนอซื้อชักโครกสมัยใหม่เปลี่ยนให้บ้านเก่าในฝรั่งเศส พร้อมใช้ทักษะฝีมือช่างที่มีติดตัวบริการติดตั้งให้ฟรี แลกกับการสกัดโถส้วมสมัยวิกตอเรียเก่ากลับมาประดับบ้านของตัวเอง ก่อนจะกลายเป็นสินค้าระดับราคาหลักแสนเมื่อมีคนมาสะดุดใจกับชักโครกนี้เข้าด้วยความบังเอิญ

ความสุข อาจนำไปสู่ประสบการณ์และการเรียนรู้ พอกพูนเป็นองค์ความรู้ เปลี่ยนของที่หลายคนไม่ต้องการ ให้เกิดความต้องการ และสร้างมูลค่าในตัวมันเอง

แม้วิธีการบริหารเงินและทรัพย์สินของ ยุทธภูมิ จะไม่ได้เป็นระบบธุรกิจ หรือเข้ากรอบสูตรสำเร็จในยุคทุนนิยมแบบที่คนส่วนใหญ่อยากให้เป็น แต่จะเรียกว่าประสบความสำเร็จคงไม่ผิดนัก ตราบใดที่สามารถตอบโจทย์ความสนุกของชีวิต และเลี้ยงดูตัวเองได้แบบไม่เดือดร้อนใคร

158662717878

แน่นอนว่ารายได้จากความสุขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน หรือไม่กี่ปี นับจากวันแรกที่ยุทธภูมิออกเดินทางทั้งไทยและต่างประเทศ จนวันนี้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาร่วม 30 ปี จนตกผลึกในวันนี้

ไลฟ์สไตล์สุดอิสระ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หลายคนอยากมีประสบการณ์แบบเขาบ้าง โดยยุทธภูมิ แนะนำว่า "เด็กรุ่นใหม่ถ้ามีความเชื่อที่คล้ายกัน ถ้าอยากจะทำเขาต้องถามตัวเองว่าเขามีทักษะชีวิตแค่ไหน คำว่าทักษะชีวิตคือสัญชาตญาณ การเอาตัวรอด การมีชีวิตอยู่ หาทางว่าถ้าเราจะไปแบบนี้มันจะไปทางไหนได้บ้าง แล้วเราจะอยู่ร่วมกับมันได้ไหม โดยที่เราไม่ต้องไปมองคนอื่น ไม่ต้องไปมองสูตรสำเร็จที่คนอื่นเขียนไว้แล้ว"

หลังจากนี้ ปลายทางของยุทธภูมิ ไม่คงไม่คาดหวังกับปลายทางเพียงตั้งใจว่าหลังจากนี้ "อยากขับรถเดินทางไปเรื่อยๆ ที่ที่เราอยากรู้มีอีกหลายอย่างที่เราอยากรู้ เราจะหาหนทางไป แล้ววันนึงพอเรารู้แล้ว เราจะบันทึกเก็บไว้ วันนึงที่เราไม่ได้อยู่ สิ่งพวกนั้นมันจะถูกหยิบขึ้นมาดู เพราะเรารู้สึกว่าความรู้ของเราไม่เคยหมดเลย วันนี้เราคิดว่าเรารู้อะไรเยอะแล้ว แต่พรุ่งนี้เรายังไม่รู้เลยว่าเราจะเจออะไร เพราะฉะนั้นทุกวันคือประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต"

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง