นักวิเคราะห์ชี้ศก.ไทย'ยังมีหวัง’ คัด5หุ้นเด่น‘น่าลงทุน’

นักวิเคราะห์ชี้ศก.ไทย'ยังมีหวัง’  คัด5หุ้นเด่น‘น่าลงทุน’
3 เมษายน 2563
3,922

ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยในไตรมาสแรก นับว่าเป็นภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ดิ่งลงกว่า  30% กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ศรษฐกิจปีนี้ติดลบกว่า 5.3% 

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 20 บริษัท แบ่งเป็น 15 บริษัทหลักทรัพย์ ,4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และ 1 บริษัทโกลด์ ฟิวเจอร์ส ดูเหมือนว่ายังคง "มีความหวัง" มองสถานการณ์อาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยประเด็นที่น่าสนใจว่า นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนที่ตอบแบบสอบถามสัดส่วนถึง 43.75% ยังใช้สมมติฐานว่าจีดีพีในปีนี้จะยังคงเป็นบวก ส่วนตัวเลขจีดีพีทั้งปีโดยเฉลี่ยคาดว่าจะติดลบ 0.6%  "ต่ำกว่า"ที่หลายสำนักคาดการณ์กันขณะนี้ และในปี 2564 ไม่มีผู้ที่มองแย้งว่าตัวเลขจีดีพีจะออกมาติดลบ โดยส่วนใหญ่คาดจีดีพีโตเฉลี่ย 2.94%

แต่สำหรับไตรมาส 2 นี้ นักวิเคราะห์ยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย โดย 50% ของผู้ตอบมองว่าดัชนีหุ้นไทยช่วงไตรมาส 2 มีแนวโน้มไปในทิศทางลบ ขณะที่ 35% มองว่าไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสแรก (Sideways) ส่วนอีก 15% มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงเชิงบวก โดยประเมินระดับดัชนี SET เฉลี่ยที่ 1,118 จุด

นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 79.70 บาท  ติดลบเฉลี่ย 9.93% จากปีก่อน และมีผู้ประเมินจุดต่ำสุดของดัชนี SET ที่ 954 จุด ส่วนจุดสูงสุดในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าไว้ที่เฉลี่ย 1,323 จุด ทั้งนี้ เป้าหมายของดัชนีทั้งปีโดยเฉลี่ยจากการสำรวจครั้งนี้อยู่ที่ 1,276 จุด ต่ำกว่าการสำรวจเมื่อไตรมาสแรกซึ่งมองว่าอยู่ที่ 1,679 จุด

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อตลาด คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ,มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการบจ.   ส่วนปัจจัยบวก ส่วนใหญ่เชื่อว่ามาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ โดย 70% คาดการณ์ว่าจะปรับลด 0.25%  ส่วน25% คาดว่าจะปรับลดลง 0.50%

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะว่า ภาครัฐควรเร่งนโยบายการคลัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อ โดยจำนวน 70% ของผู้ตอบ เสนอให้มีการชดเชยรายได้ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดค่าน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ส่วนการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ขณะที่ผู้ตอบ 35% เสนอให้ลดภาษีนิติบุคคล

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุน แนะนำถือเงินสด 39%  ลงทุนหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 21% หุ้นต่างประเทศ 13% ตราสารหนี้ 12% ทองคำ 7% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 6%

ในส่วนของหุ้นเด่น 5 บริษัท ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)  จากนโยบายWork from home ส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นกลุ่มสื่อสาร คาดอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มขึ้น คาดรายได้จากส่วนนี้โต 15-20% ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปีนี้

ถัดมาคือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ได้แรงหนุนจากมาตรการให้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งร้านค้าปลีก โดยเฉพาะ 7-11 จะได้รับประโยชน์ ประกอบกับ CPALL ยังเตรียมปรับรูปแบบการขายโดยเน้นส่งถึงที่ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้

ขณะที่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) มีแนวโน้มกำไรดีในไตรมาส 1 ปีนี้ เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงการประกาศลงทุนใน Tesco Lotus ประเทศไทยและมาเลเซีย นอกจากนี้ มองว่าหุ้นอย่าง บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) เป็นอีกสองบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ค่อนข้างน้อย

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง