'เกมโบ้ยความผิด' ขวางสหรัฐ-จีนช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลก

'เกมโบ้ยความผิด' ขวางสหรัฐ-จีนช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลก
28 มีนาคม 2563
10,984

ทั่วโลกต่างจับตาความเปราะบางในสัมพันธ์ระหว่าง "จีน-สหรัฐ" จากกรณี โดนัลด์ ทรัทป์ เรียกไวรัสโคโรน่าว่า "ไวรัสจีน" นำมาสู่การปะทะคารมระหว่างสองประเทศอยู่หลายครั้ง!

ขณะที่ทั่วโลกกำลังวุ่นวายรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ต้นตอโรคโควิด-19  แต่สหรัฐและจีน ก็มีวิวาทะเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้ประเทศอื่นๆ พลอยกังวลว่า วิวาทะของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจจะรุนแรงจนกลายเป็นความบาดหมางที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านต่างๆที่ทั้งสหรัฐและจีนมีส่วนร่วม

ในเดือนนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนวุ่นวายกับการโทรศัพท์หาผู้นำประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และเยอรมนี เพื่อเสนอตัวช่วยเหลือทั้งในด้านของอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ และหน้ากากอนามัย แต่มีผู้นำคนเดียวที่สี จิ้นผิง ไม่ได้โทรฯหานั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ

ในเดือนนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนวุ่นวายกับการโทรศัพท์หาผู้นำประเทศต่างๆ ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และเยอรมนี เพื่อเสนอตัวช่วยเหลือ

..มีผู้นำคนเดียวที่ "สี จิ้นผิง" ไม่ได้โทรฯหานั่นคือ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีของสหรัฐ

ครั้งสุดท้ายที่ผู้นำจีนและสหรัฐหารือกันคือช่วงต้นเดือนก.พ.ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดหนักในจีน แต่การระบาดยังมาไม่ถึงสหรัฐ และเนื้อหาสาระที่ผู้นำทั้งสองประเทศหารือกัน คือ สหรัฐขอให้จีนให้คำมั่นว่าจะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐในปริมาณมากเหมือนที่จีนรับปากไว้ตอนทำข้อตกลงการค้าระหว่างกันได้หรือไม่

จากนั้นทั้ง 2 ประเทศก็เปิดวิวาทะเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ประชาคมโลกเกิดความไม่มั่นใจว่าจะพึ่งพาจีนและสหรัฐในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจโลกที่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตสาธารณสุขโลกครั้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน 

“คุณจะให้ความร่วมมือต่อสู้กับการแพร่ระบาดครั้งนี้ได้อย่างไร เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐบอกว่า การระบาดครั้งนี้เป็นเพราะไวรัสจีน และพูดแบบนี้หลายครั้ง” ที่ปรึกษารัฐบาลปักกิ่ง ระบุ

ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของฝ่ายบริหารรัฐบาลทรัมป์ ตอบโต้ว่า ความพยายามของรัฐบาลจีนที่พยายามบอกใครต่อใครว่าต้นตอการระบาดของไวรัสชนิดนี้อยู่ในสหรัฐเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์ ใช้คำว่า "ไวรัสจีน" ซึ่งถือเป็นคำที่เต็มไปด้วยการเหยียดเชื้อชาติ แทนคำว่า "ไวรัสโคโรน่า" ในสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนกล่าวในสถานที่สาธารณะหลายครั้ง

ทั้งนี้ สื่อมวลชนสหรัฐเห็นว่าเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด- 19 พุ่งสูงขึ้นทุกวัน ดังนั้น ทรัมป์จึงคิดใช้ประเทศจีนมาเป็น “แพะรับบาป” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ตีตราบาปต่อจีนของประธานาธิบดีสหรัฐ และถูกประณามจากทุกแวดวงของสังคมโลก

เริ่มจาก ฮิลลารี คลินตัน สมาชิกพรรคแดโมแครตแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า

"การกระทำของประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นคำกล่าวเหยียดเชื้อชาติ เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน มาปกปิดความผิดพลาดของเขา ที่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างจริงจัง กว้างขวางและทันเวลา รวมถึงการเตรียมตัวของประเทศให้พร้อมในการรับมือกับปัญหาดังนี้ ประชาชนต่างๆ ต้องเตือนพี่น้องญาติเพื่อนฝูง อย่าหลงกลทรัมป์"

การกระทำของประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นคำกล่าวเหยียดเชื้อชาติ เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน มาปกปิดความผิดพลาดของเขา

ฮิลลารี คลินตัน 


ด้าน วลาดิมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่า รัฐบาลจีนดำเนินมาตรการที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งไม่เพียงแต่ควบคุมสถานการณ์ไปในประเทศได้เป็นอย่างดี แต่ยังสร้างคุณูปการสำคัญต่อการป้องกันความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนทั่วโลก รัสเซีย ขอแสดงความยินดีและชื่นชมต่อความพยายามของจีน ประเทศจีนได้ช่วยเหลือประเทศที่กำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างทันเวลา เป็นแบบฉบับที่ดีต่อสังคมโลก การกระทำของจีนแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่บางประเทศพูดไม่เป็นความจริง

ส่วน ไมเคิล ไรอัน ผอ.โครงการสาธารณสุขฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ไวรัสไม่มีพรมแดน ไม่มีเชื้อชาติ สีผิว รวยหรือจน ดังนั้น คนเราไม่ควรเอาไวรัสไปกล่าวหาใครคนใดคนหนึ่ง

ช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับรมต.ต่างประเทศรัสเซีย รมต.ต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ รมต.ต่างประเทศสิงคโปร์ รมต.ต่างประเทศฝรั่งเศส และรมต.กระทรวงประสานงานของอินโดนีเซีย ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนย้ำว่า ประเทศจีนคัดค้านสิ่งที่ ปธน.ทรัมป์พูดอย่างเด็ดขาด ไวรัสไม่มีพรมแดน การแพร่ระบาดของไวรัสเป็นศัตรูของมนุษยชาติ จำเป็นต้องรับมือด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ

แต่ล่าสุด วานนี้ (27มี.ค.) ประธานาธิบดีสี ของจีน กล่าวระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า จีนเข้าใจดีถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของสหรัฐเกี่ยวกับโควิด-19 และพร้อมยืนเคียงข้างเพื่อช่วยเหลือสหรัฐอย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันทั้งในด้านการควบคุมโรคระบาดและประเด็นอื่น ๆ รวมถึงจะพัฒนาความสัมพันธ์โดยปราศจากข้อขัดแย้งหรือการเผชิญหน้า และต้องเคารพซึ่งกันและกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสี เรียกร้องให้สหรัฐเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 จีนและสหรัฐ หลังจากที่มีความขัดแย้งกันจากการทำสงครามการค้าเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งยังกล่าวว่า จีนหวังว่าสหรัฐจะใช้มาตรการที่เข้มข้นในการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของชาวจีนที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในสหรัฐ รวมถึงนักเรียนชาวจีนทุกคน

ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศจีน ประกาศห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติเกือบทุกคนเข้าประเทศ แม้ว่าจะมีวีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานถูกต้อง โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ (28มี.ค.) เป็นต้นไป แต่คำสั่งนี้ไม่ครอบคลุมนักการทูต และไม่รวมผู้ที่จะเข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่ยอดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ ๆ ในจีนส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสมาจากต่างประเทศ ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อแซงหน้าจีนไปแล้ว

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง