เปิด ‘7ทางรอด’ ธุรกิจ ฝ่าวิกฤติ 'โควิด-19' ระบาด

เปิด ‘7ทางรอด’ ธุรกิจ ฝ่าวิกฤติ 'โควิด-19' ระบาด
26 มีนาคม 2563 | โดย PwC ประเทศไทย
850

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ยังคงทวีความรุนแรงและแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก โดยไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงโดยง่าย  

 มีหลายฝ่ายได้ออกมาประเมินความเสียหายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ว่า  “รุนแรงกว่า” การแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ  “ซาร์ส”  เมื่อปี 2545-2546 มากถึง 3-4 เท่า 

สถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน การทำงานขององค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเผชิญกับภาวะชะงักงัน และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้คนตกงาน และกำลังซื้อที่หดหาย 

วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น พนักงานติดเชื้อ หรือตกเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและความเชื่อมั่นของธุรกิจ ดังนั้น องค์กรต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมข้อมูล การวางแผนการรับมือภาวะวิกฤต และการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของนิตยสาร “ Strategy+business” ของเครือข่าย PwC ได้นำเสนอ 7 แนวทางรับมือกับผลกระทบจากโรคโควิด-19 สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 

1. ทบทวนสถานที่และแผนการเดินทางของพนักงาน สิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกคือต้องทราบว่าพนักงานอยู่ที่ไหนและมีจำนวนกี่คน ที่อาจมีความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน บริษัทต้องมีการพิจารณาการทำงานจากที่บ้าน ยกเลิก หรือเลื่อนแผนการเดินทางที่ไม่จำเป็นของพนักงาน  ต้องมีนโยบายในการจำกัดการเข้า-ออกของผู้มาติดต่อ หรือในกรณีที่พนักงานเกิดเจ็บป่วย หรือต้องกักตัว รวมทั้งมีการรายงานตัวเมื่อมีผู้ติดเชื้อ และต้องทบทวนแนวทางปฏิบัติอยู่เสมอเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ

2. อัพเดตแผนจัดการภาวะวิกฤติและความต่อเนื่องทางธุรกิจ ต้องเป็นแผนที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านเทคโนโลยีเมื่อพนักงานจำนวนมากต้องทำงานจากที่บ้าน มีเทคโนโลยีหลากหลายที่เข้ามาช่วยการทำงานนอกสถานที่ เช่น โปรแกรม G Suite หรือ Office 365

3. ประเมินระบบห่วงโซ่อุปทาน พิจารณาว่าผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากคู่ค้า ซัพพลายเออร์ วัตถุดิบการผลิต เช่น มีชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้ามาจากประเทศที่มีความเสี่ยงหรือไม่ บริษัทมีคู่ค้าอื่น ๆ ที่ทดแทนได้หรือไม่

4. ระบุความเสี่ยงที่นำไปสู่ความเสียหายของธุรกิจ พร้อมแผนรับมือหากองค์กรอยู่ตกอยูในจุดวิกฤติสูงสุด ต้องระบุได้ว่า ทีมหรือฝ่ายงานส่วนใดจะเข้ามารับมือ หรือ มีทักษะและความสามารถในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อเดเหตุจำเป็น

5. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่ามีข่าวและข้อมูลมากมายที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและความสับสนในสถานการณ์แบบนี้ ฉะนั้น องค์กรต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานว่า พวกเขาจะได้รับการปกป้อง ดูแล และธุรกิจได้มีแผนรองรับภาวะวิกฤตไว้แล้ว การสื่อสารที่ถูกต้อง ชัดเจน และต่อเนื่องจากทีมผู้บริหาร จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความมั่นใจและเรียกขวัญกำลังใจจากพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ

6. ใช้กระบวนการวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น โดยพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ จากเหตุการณ์จำลองความเสี่ยงเพื่อหาแนวทางป้องกัน ทั้งเหตุการณ์ที่ดีที่สุดไปจนถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพื่อความเตรียมพร้อมทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และกำลังคน โดยอาจจำเป็นต้องวางแผนสำหรับผลกระทบในระยะยาวเผื่อสถานการณ์ยืดเยื้อไว้ด้วย เช่น ธุรกิจจะปรับตัวอย่างไรหากคนต้องอยู่บ้านมากขึ้น การวางแผนการผลิตสินค้า การบริหารจัดการคลังสินค้า ธุรกิจค้าปลีกอาจต้องลดความหลากหลายของสินค้า และเพิ่มปริมาณสินค้าที่จำเป็นมากขึ้น

7. อย่ามองข้ามความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ถึงแม้การระบาดของควิด-19 จะเป็นวิกฤติสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจอยู่ในเวลานี้ แต่องค์กรก็ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น การโจรกรรมข้อมูลและความเสี่ยงจากอาชญากรรมไซเบอร์ 

สิ่งแรกที่ทุกองค์กรต้องทำเมื่อเกิดภาวะวิกฤติ คือ ต้องไม่ตื่นตระหนก และ activate แผนงานบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินทันที โดยการสื่อสารและตัดสินใจเด็ดขาดควรต้องมาจากผู้นำองค์กร หรือแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันความสับสนของข้อมูล และการสื่อสารที่ผิดผลาด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 รอบนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มากหรือน้อยนั้นแตกต่างกันไปตามลักษณะธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงแรม และท่องเที่ยว กระทบมาก รองลงมาเป็น ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ค้าปลีก ในขณะที่ธุรกิจออนไลน์ รวมไปถึงธุรกิจสื่อสารโทรคมนาจะกระทบน้อยกว่า แต่ก็ต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาสัญญาและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เคยทำกับคู่ค้า รวมไปถึงบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ดี เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องไม่เกิดภาวะหยุดชะงัก

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง