ยาดีบริหารธุรกิจ พิชิต 'โควิด-19'

ยาดีบริหารธุรกิจ พิชิต 'โควิด-19'
15 มีนาคม 2563 | โดย ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร | คอลัมน์ Think Marketing is all around
1,786

จากสภาวะโรคระบาดฉุกเฉินที่ทั่วโลกต้องเผชิญ การเตรียมการรับมือนับเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกันภาคธุรกิจ ต้องเตรียมแผนเผื่อฉุกเฉินเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด รวมถึงเร่งปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการ Retool Re-Target Re-business Re-process รวมถึง Rethink และ Reform

ข่าวคราวเรื่องไข้หวัด โควิด-19 ทำเอาเศรษฐกิจย่ำแย่ไปตามๆ กัน ทั้งในประเทศและทั่วโลก หลายๆ ธุรกิจอาจถึงขั้นปิดกิจการ หลังจากมีมาตรการที่เข้มงวดต่างๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห้ามเดินทาง ห้ามชุมนุม และประชาชนทั่วโลกก็ตกอยู่ในสภาวะของความหวาดกลัว ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

การจัดการทางด้านบริหารธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องของการจัดการสภาวะวิกฤติ (Crisis management) เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการจัดการสภาวะความตื่นตระหนก ตกใจ (Panic management) ของผู้คนทั่วโลกด้วย

ผลที่ตามมาจากสภาวะความกลัวของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจต่างๆ คือ ยอดขายที่ลดลง ความชะงักงันของการดำเนินธุรกิจ หรืออาจต่อไปถึงขั้นหยุดและปิดกิจการ เนื่องจากลูกค้าไม่มีการซื้อหรือจับจ่ายใช้สอยสินค้าอีกต่อไป เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยได้ทำ “แผนเผื่อฉุกเฉิน” (Contingency plan) หรือ Plan B แผนสำรองไว้นั่นเอง 

ตรรกในการสร้างแผนหลักการและแนวทางที่ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ควรปรับเอามาใช้ในช่วงนี้เพื่อการอยู่รอดและความต่อเนื่อง สามารถใช้ตาม CBS PLAN-B Model (Chulalongkorn Business School PLAN-B Model) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแนวทางการ “บริหารธุรกิจพิชิตโควิด-19”

ลำดับแรกคือ การ Retool เป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องมือและวิธีการในการทำงานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ให้เป็นเครื่องมือและวิธีการอื่นๆ อันนี้หลายๆ หน่วยงานก็ได้เริ่มทำกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านออนไลน์ หรือการใช้ดิจิทัลในการทำธุรกิจแทน หากสถานการณ์โควิด-19 ไม่ดีขึ้นถึงเฟส 3 ขั้นปิดประเทศ ธุรกิจต้องปิดดำเนินการ ผู้บริหารต้องมีนโยบายและวิธีการชัดเจนว่าจะทำอย่างไรตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเกิดขึ้นจริงทุกอย่างจะได้ไม่หยุดชะงักงัน

องค์กรส่วนใหญ่มักจะคิดถึงและทำในปัจจุบันแค่ระดับ Retool เท่านั้น แต่สิ่งองค์กรควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ การ Re-Target การพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่าง เช่น ธุรกิจโรงแรม การนำเทคโนโลยีหรือดิจิทัลมาใช้ ก็ไม่ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เพราะอย่างไรเสียนักท่องเที่ยวก็ไม่มา

บทเรียนโควิด-19 เป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้ต้องตระหนักถึงแผนสำรอง ทั้งในธุรกิจและชีวิต

การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายโดยมาดูสิ่งที่มีในมือ คือคนไทยที่อยู่ในละแวกนั้น ในจังหวัดนั้น เปลี่ยนจากโรงแรมที่มีชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทยที่ต้องการ Service apartment หอพัก นักศึกษา หรือให้เช่ารายชั่วโมงแทน เสมือนหนึ่งการร้องไห้ฟูมฟายคนรักที่ได้จากไปแล้ว เพราะไข้โคโรน่าคงไม่มีประโยชน์อันใดเลย ที่ทำได้คือการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่

นอกจากนี้ การสร้าง Re-business อาจช่วยฟื้นฟูธุรกิจขึ้นมาได้มาก การพิจารณาว่าธุรกิจของเราคืออะไร แล้วปรับหารายได้จากธุรกิจอื่นๆ แทน เช่น ธุรกิจโรงแรม ที่ไม่มีรายได้จากการเข้าพัก ควรหารายได้จากการเปิดธุรกิจซัก อบ รีด แทน เพื่อค่าใช้จ่ายแม่บ้านจะได้ไม่สูญเปล่า หรือร้านอาหารในโรงแรมควรปรับเปลี่ยนสร้างรายได้จาก Food delivery แทน ธุรกิจสายการบินเองก็ไม่สามารถทำให้คนเดินทางได้ แต่มีภาระเรื่องต้นทุน อาหารก็นำอาหารจากสายการบินมาเป็น Food delivery แทน หรืออาจมุ่งไปที่การขนส่งสินค้าโลจิสติกส์แทนการขนผู้โดยสาร การ Re-business เช่นนี้ จะทำให้ธุรกิจมีรายได้จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วและทำให้รายได้ดีขึ้นมาบ้าง

ประเด็นต่อมา คือ การ Re-process การปรับเปลี่ยนขั้นตอนและกระบวนการในการเข้าถึงลูกค้า ในหลายธุรกิจที่ลูกค้าไม่มาหรือไม่กล้ามา หากมีลูกค้ารายใหญ่ มากพอแทนที่จะนั่งรอลูกค้า ก็เปลี่ยนเป็นการไปรับลูกค้าถึงที่ และทำให้ลูกค้ามั่นใจถึงความปลอดภัยทุกขั้นตอนของการบริการ จนกระทั่งพาไปส่งหัวใจของการ Proactive กระบวนการอย่างมีสุขอนามัย ไม่มีโควิดจะเหนือกว่าธุรกิจที่มัวแต่นั่งรอลูกค้าเข้ามา (Reactive) ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด

ประการสุดท้ายที่สังคมประเทศชาติต้องการ คือการแสดงออกของทุกหน่วยงาน ถึงความร่วมมือกัน ให้ความช่วยเหลือกัน ไม่ได้คิดถึงแต่กำไรเท่านั้น แต่เป็นการ ช่วยกันประคับประคองกันให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน สายการบินยอมให้คืนตั๋ว โรงแรมยอมเลื่อนการเข้าพัก ลูกค้ายอมจ่ายบางส่วน คนที่ไปต่างประเทศยอมกักตัวเอง รัฐบาลควรยอมไม่จัดอีเวนท์หรือสัมมนา เพื่อลดการชุมนุมและแพร่ระบาดของโรค ถึงเวลาแล้วที่เราควร Reunited ร่วมกัน สามัคคีกัน

บทเรียนวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ คงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้องค์กร ธุรกิจ ภาครัฐ และประชาชนต่างๆ ต้องตระหนักถึงแผนสำรอง (Plan-B) ในธุรกิจ และชีวิตที่สำคัญที่สุด คือการที่ต้องมา Rethink และ Reform คิดกันใหม่ ทำกันใหม่ เพราะถ้าหากไม่สามารถคิดและเปลี่ยนใหม่ในการทำงานได้ ก็เหลือทางเลือกเดียว คือ...

Reborn รอการเกิดใหม่ในภพหน้า

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง