เฟสสองของสงครามเชื้อโรค

เฟสสองของสงครามเชื้อโรค
28 กุมภาพันธ์ 2563 | โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต | คอลัมน์ เสริมกลยุทธ์เพิ่มอาวุธลงทุน
1,096

เฟสสองของสงครามเชื้อโรคโควิด-19 กำลังคืบคลานมาแล้ว แม้สถานการณ์ในจีนบรรเทาลงแล้ว แต่กำลังลุกลามเข้าสู่ต่างประเทศ ในวิกฤติเช่นนี้นักลงทุนเตรียมปรับกลยุทธ์แล้วหรือยัง เพื่อเตรียมรับมือเศรษฐกิจโลกและการลงทุน

สำหรับนักลงทุนโลกที่เพิ่งเดินทางกลับจากทริปบนดาวอังคารเมื่อเดือนก่อน สถานการณ์ในตลาดทุนโลกแทบไม่ได้แตกต่างจากก่อนขึ้นจรวดเลย หุ้นสหรัฐก็ยังขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หุ้นจีนก็กลับมาปิดบวกสูงกว่าก่อนตรุษจีน ขณะที่หุ้นประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ก็กลับมาบวกเหมือนเดือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่มองที่ตลาดพันธบัตร ก็จะเห็นได้ว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤติผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสำคัญทั่วโลกลดลง ประหนึ่งว่าจะเกิดสงครามโลก ผลตอบแทนพันธบัตร รัฐบาลอายุ 10 ปีของเศรษฐกิจสำคัญ เช่น สหรัฐ เยอรมนี ญี่ปุ่น รวมถึงผลตอบแทนในเอเชีย เช่น จีน เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ ลดลงถึงกว่า 20-30 bps ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

หันไปดูที่ตลาดโภคภัณฑ์ แม้ว่าราคาโภคภัณฑ์หนัก เช่น ทองแดง เหล็ก ดีบุก สังกะสี และพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง แต่โดยรวม ก็ปรับลดลงมากถึงกว่า 8% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและทำให้ความต้องการลดลง

ทั้งหมดนี้เพราะโลกกำลังทำสงครามกับไข้หวัด COVID-19 ที่เริ่มระบาดรุนแรง เมื่อกลางเดือน ม.ค. และนำมาสู่การปิดเมืองในจีน กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการโดยรวม และเริ่มกระทบต่อภาคการผลิตจากการปิดเมืองทำให้การผลิต และการขนส่งคมนาคมโดยเฉพาะสนามบินหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มบรรเทาลงแล้ว โดยจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 คนต่อวัน ขณะที่ผู้ที่หายจากโรคต่อวันเพิ่มขึ้น มากกว่าผู้ติดเชื้อ นอกจากนั้น แม้ว่าโรคนี้จะแพร่กระจายได้ง่ายกว่า SARs ซึ่งเป็นเชื้อโรคสายพันธุ์เดียวกัน แต่อัตราการเสียชีวิตก็ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับ SARs ที่อยู่ที่ 9.6%

นับจากนี้เป็นต้นไป SCBS เชื่อว่า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะลดน้อยลงต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์ในจีนจะเริ่มดีขึ้น โดยเมืองที่ปิดก็จะเปิดได้มากขึ้น ขณะที่แรงงานจีนจากชนบทจำนวน 200 ล้านคน จะเริ่มเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ได้มากขึ้น ทำให้ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) มีน้อยลง และการค้าระหว่างประเทศ จะเริ่มกลับมำเป็นปกติได้ภำยในเดือน มี.ค.

ทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า สถานการณ์ลุกลามของโรคในต่างประเทศ นอกจากประเทศจีนไม่รุนแรง การควบคุมและกักกันผู้ป่วย (quarantine) อย่างหนักหน่วงของทางการทั่วโลก จะช่วยควบคุมไม่ให้ผู้ติดเชื้อมากขึ้น โดย SCBS มองว่า สถานการณ์สงครามระหว่างชาวโลกกับเชื้อโรค COVID-19 กำลังเข้าสู่เฟสสอง กล่าวคือ การลุกลามภายในประเทศจีนได้บรรเทาลงแล้ว แต่สถานการณ์กำลังลุกลามเข้าสู่ต่างประเทศ

ในส่วนของการลงทุนแล้ว ก็จะเข้าสู่เฟสสองเช่นกัน โดยในเฟสแรกการลงทุนดีต่อเนื่องโดยเฉพาะในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว เป็นเพราะจาก 5 ปัจจัยสำคัญ อันได้แก่ (1) สถานการณ์ไข้หวัด COVID-19 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง (2) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและประเทศในเอเชียที่ได้รับผลกระทบ โดยทั้งจีนและชาติเอเชียต่างผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง

(3) ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะตลาดในประเทศพัฒนาแล้วที่ดีต่อเนื่อง (4) ปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องที่ 4 ธนาคารกลางสำคัญยังคงอัดฉีดต่อเนื่อง ถึงประมาณ 4.4 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงที่ผ่านมา และ (5) เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เงินสกุลอื่นอ่อนค่าเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นเหล่านั้น

แต่ในระยะต่อไป ราคาสินทรัพย์เสี่ยงอาจเริ่มปรับตัวลดลงบ้างจาก (1) ตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะเริ่มสะท้อนถึงผลกระทบจากไข้หวัด COVID-19 เริ่มต้น จากตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือน ม.ค. ที่จะเริ่มประกาศในสัปดาห์นี้ (2) เงินดอลลาร์ อาจไม่สามารถแข็งค่าขึ้นได้อีกมากนัก เพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจสหรัฐจนทำให้ธนาคารกลาง (Fed) ต้องเริ่มเปลี่ยนท่าที ด้านนโยบายการเงิน และ (3) ผลประกอบการบริษัทจะเริ่มมีการปรับประมาณการลง จากผลกระทบจากไข้หวัด

SCBS มองว่าราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จะมีการปรับฐานลงมาได้บ้าง เราจึงแนะนำให้รอจังหวะเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับฐาน และมีมูลค่าเหมาะสม โดยเราเชื่อว่า ราคาสินทรัพย์เสี่ยงจะสามารถปรับตัวขึ้นได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสสองเป็นต้นไป เนื่องจาก (1) อัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำ สภาพคล่องการเงินยังสูง (2) มาตรการกระตุ้นด้านการคลัง จะชัดเจนขึ้น (3) สถานการณ์ไข้หวัดที่บรรเทาลงต่อเนื่อง

และ (4) ความต้องการสินค้าและบริการที่จะฟื้นตัวรุนแรงหลังวิกฤติจบลง (Pend-up demand) ปัจจัยเหล่านี้จะสนับสนุนราคาสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป ขณะที่การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (REITs & IFF) ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรลงทุนเพื่อสร้างรายได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากดอกเบี้ยที่จะปรับลดลงต่อเนื่อง

เฟสสองของสงครามกำลังคืบคลานแล้ว นักลงทุนทั้งหลายปรับกลยุทธ์แล้วหรือยัง?

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง