ส่องแนวรบ ‘โอสถสภา’ โตรอบทิศ ‘ไทย-อาเซียน’

ส่องแนวรบ ‘โอสถสภา’ โตรอบทิศ ‘ไทย-อาเซียน’
22 กุมภาพันธ์ 2563 | โดย คอลัมน์ Biz Insight
841

หลังจากโอสถสภา เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็เดินเกมเชิงรุกแบรนด์เอ็ม-150 รวมถึงซื้อกิจการเพิ่มสัดส่วนอีก 60% เสริมแกร่งแบรนด์คาลพิส แลคโตะ อีกทั้งยังแตกไลน์แบรนด์โอเล่สู่ไลน์สกินแคร์ ด้านการตลาดพร้อมรุกไทยและอาเซียน

หลังจากองค์กรร้อยปี "โอสถสภา" เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) การขยับขยายธุรกิจในเชิงรุกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากมุ่งมั่นสร้างฐานธุรกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง มีเครื่องดื่มชูกำลัง "เอ็ม-150" เป็นผู้นำตลาดแบรนด์พระรองอื่นๆ เช่น "ลิโพ" เสริมทัพสร้าง New Stage ส่งต่อสินค้าคุณภาพจากญี่ปุ่น 55 ปี ถึงไทย

ความเคลื่อนไหวของธุรกิจยังไม่หมด เพราะต้นปีที่ผ่านมา โอสถสภา ได้ใช้เงิน 270 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อกิจการของบริษัท คาลพิส โอสถสภา จำกัด จาก Asahi Group Holding Southeast Asia Pte.Ltd. ในสัดส่วน 60% ซึ่งเดิมบริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมทุน และบริษัทมีการถือหุ้นอยู่สัดส่วน 40% เป้าหมายการซื้อกิจการดังกล่าว เพื่อเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจและเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องดื่มนั่นเอง ซึ่งคาลพิส แลคโตะ ถือเป็นเครื่องดื่มผสมนมเปรี้ยวแนวใหม่

นอกจากนี้ เห็นการแตกไลน์สินค้าครั้งสำคัญในรอบ 50 ปี ของแบรนด์ “โอเล่” ไปหาโอกาสเติบโตใหม่ๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ (สกินแคร์) ทั้งเจลอาบน้ำ ม็อกเทลสเปรย์และผม ครีมบำรุงผิวและมือ เป็นต้น เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดในหมวดดังกล่าว

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ตลาดในไทยที่เดิมเกมรบในเชิงรุก เพราะตลาดต่างประเทศ ที่ผ่านมาการ "เบ่งอาณาจักร" สู่เวทีการค้าระดับภูมิภาค "อาเซียน" เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอนุมัติกรอบวงเงินการลงทุนไม่เกิน 7.2 ล้านดอลลาร์ จัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศเวียดนาม ร่วมกับ Vietnam Trade Alliance Joint Stock Company บริษัทท้องถิ่นที่ดำเนินธุรกิจ จัดจำหน่าย (ดิสทริบิวชั่น) เครื่องดื่มในประเทศเวียดนาม เพื่อลุยตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เวียดนามเป็นตลาดใหญ่ ประชากรราว 90 ล้านคน และอัตราการบริโภคขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อเครื่องดื่มชูกำลังนำร่องที่น่าสนใจคือ การส่งสินค้าหมวดอื่นๆ เติมพอร์ตโฟลิโอให้แข็งแรงขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ ผู้บริหารโอสถสภาเคยให้ข้อมูลว่าจะส่งเบบี้มายด์ บุกตลาดเวียดนามด้วย เพื่อรองรับอัตราการเกิดของประชากรที่มีสูงกว่าประเทศไทย

ส่วนเมียนมา ตามแผนบริษัทใช้เงินกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกำลังที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ยังมีการอนุมัติลงทุนในบริษัท เมียนมาร์ โกลเด้น อีเกิ้ล จำกัด และบริษัท เมียนมาร์ โกลเด้น กลาส จำกัด วงเงินไม่เกิน 8 ล้านดอลลาร์ เพื่อประกอบธุรกิจโรงงานผลิตขวดแก้ว เสริมการผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง ที่แบรนด์ “เอ็ม-150” มีการเติบโตสูง และส่วนแบ่งทางการตลาดไม่น้อยเลยทีเดียว การขยายธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นการสร้างการเติบโตรอบทิศทาง

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง