ส่องที่มา 'วาเลนไทน์' และตำนานเทพเจ้าแห่งความรัก!

ส่องที่มา 'วาเลนไทน์' และตำนานเทพเจ้าแห่งความรัก!
13 กุมภาพันธ์ 2563 | โดย วรุณรัตน์ คัทมาตย์
2,879

ย้อนดูต้นกำเนิด 14 กุมภา "วันวาเลนไทน์" ในประวัติศาสตร์ รวมถึงการขอพรความรักในวัน "วาเลนไทน์" กับเทพคิวปิด เทพเจ้าในตำนานกรีกโรมันที่ชาวยุโรปให้ความศรัทธาและถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ "วาเลนไทน์"

รู้หรือไม่? "วาเลนไทน์" หรือวันแห่งความรักที่ผู้คนต่างเฉลิมฉลองกันทั่วโลกนั้น มีที่มาและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับนักบุญของศาสนาคริสต์อย่างน่าสนใจ แถมยังผูกโยงไปถึงตำนานเทพปกรณัมของชาวกรีกโรมันโบราณอีกด้วย ก่อนจะไปบอกรักคนข้างกาย "วาเลนไทน์" ปีนี้ชวนคุณมาทำความรู้จักต้นกำเนิดของวันแห่งความรักให้มากขึ้นกันหน่อย

  • เซนต์วาเลนไทน์ นักบุญแห่งความรัก

ย้อนกลับไปในยุคตอนต้นของศาสนาคริสต์ ผู้คนในประเทศแถบตะวันตกมีการเฉลิมฉลองวันแห่งความรักหรือที่เรียกว่า “วันนักบุญวาเลนไทน์” (Saint Valentine's Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี สาเหตุที่เรียกว่าเป็นวันนักบุญวาเลนไทน์นั้น เนื่องจากมีนักบวชในคริสตศาสนาคนหนึ่งชื่อ “นักบุญวาเลนตินัส” หรือ “เซนต์วาเลนไทน์” ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากกับวันวาเลนไทน์ จะเรียกว่าเป็นผู้ก่อกำเนิดวันวาเลนไทน์ก็คงไม่ผิดนัก

ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า นักบุญวาเลนตินัสเกิดเมื่อ พ.ศ. 769 เขาเติบโตมาเป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์แห่งหนึ่งใกล้ๆ กับกรุงโรม ประเทศอิตาลี ครั้งหนึ่งในยุคสมัยของพระเจ้าคลอดิอุสที่ 2 ของจักรวรรดิโรม มีการตั้งกฎหมายว่าห้ามไม่ให้ชายหญิงแต่งงานกันในเมืองของพระองค์ เพราะพระองค์ต้องการให้ผู้ชายทุกคนในเมืองไปเป็นทหารในการทำสงคราม

ขณะนั้นเซนต์วาเลนไทน์ที่เป็นบาทหลวงอยู่รู้สึกเห็นใจผู้ชายและผู้หญิงที่มีความรัก ตนจึงแอบทำพิธีแต่งงานให้กับผู้ชายผู้หญิงที่มีความรักอย่างลับๆ โดยภายในงานมีเพียง เจ้าสาว เจ้าบ่าว และบาทหลวงเท่านั้น พวกเขาจึงต้องใช้การกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานอย่างเบาเสียงที่สุด แต่แอบซ่อนอยู่ได้ไม่นานทหารของพระเจ้าคลอดิอุสก็ได้มาเห็นพิธีแต่งงานลับๆ ดังกล่าว แล้วเรื่องราวก็ไปถึงหูของพระเจ้าคลอดิอุสเข้าจนได้

เซนต์วาเลนไทน์จึงถูกจำคุกและถูกลงโทษอย่างหนักและแสนสาหัส แต่คนที่ถูกทำพิธีแต่งงานโดยเซนต์วาเลนไทน์มักแอบมาเยี่ยมเซนต์วาเลนไทน์ที่คุกอยู่เสมอ

158159226476

  • ปาฏิหาริย์ของนักบุญวาเลนไทน์

ขณะนั้นมีผู้คุมคุกชื่อว่าแอสทีเรียส เขามีลูกสาวตาบอดและคิดว่านักบุญผู้นี้น่าจะช่วยลูกสาวของเขาได้ จึงขอให้เซนต์วาเลนไทน์ช่วยรักษา และด้วยปาฏิหาริย์ประการใดไม่ทราบได้ อยู่ดีๆ ลูกสาวของผู้คุมแอสทีเรียสก็กลับมามองเห็นได้เหมือนเดิม หญิงสาวผู้นี้รู้สึกสำนึกในบุญคุณจึงมาเยี่ยมเซนต์วาเลนไทน์ที่คุกอยู่เสมอ ว่ากันว่าทั้งสองแอบมีใจให้กันและกันด้วย

จนกระทั่งถึงวันประหารชีวิตเซนต์วาเลนไทน์ ก่อนเขาเสียชีวิตเขาก็เขียนจดหมายถึงลูกสาวของแอสทีเรียสและลงท้ายด้วยคำว่า "From your valentine" แล้วเซนต์วาเลนไทน์ก็ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 816 เสียชีวิตในวัย 47 ปี

หลังมรณกรรมของนักบุญวาเลนไทน์ กระโหลกของเซนต์วาเลนไทน์ถูกบรรจุไว้เป็น “เรลิก” (คือชิ้นส่วนร่างกายของนักบุญหรือบุคคลที่เป็นที่นับถือ หรือศาสนวัตถุโบราณอื่นๆ ที่มีการเก็บรักษาไว้ให้ศาสนิกชนได้บูชา) ที่โบสถ์แห่งหนึ่งในกรุงโรม

ต่อมาพระสันตปาปาเกลาซิอุสได้กำหนดให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่เซนต์วาเลนไทน์ถูกประหารชีวิตเป็น “วันนักบุญวาเลนไทน์” ซึ่งมีความสำคัญคือเป็นวันแห่งความรักนั่นเอง

ถัดมาอีกในสมัยยุคกลางของยุโรปหรือประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 เกิดประเพณีรักเทิดทูน (courtly love) เฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้วันวาเลนไทน์มีการวิวัฒนามาเป็นโอกาสพิเศษซึ่งคู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กัน โดยการมอบดอกไม้ ขนม ลูกกวาด ช็อกโกแลต และส่งการ์ดอวยพรให้แก่กัน ประเพณีดังกล่าวได้สือต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

158159226435

  • ตำนานเทพคิวปิดและมนุษย์หญิงสาว

นอกจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของวันวาเลนไทน์แล้ว ยังมีตำนานเกี่ยวกับเทพแห่งความรักอย่าง เทพคิวปิด (Cupid) เป็นบุตรชายของเทพวีนัส ชาวยุโรปมีความเชื่อในเทพองค์นี้ว่าสามารถดลบันดาลให้หนุ่มสาวตกหลุมรักกันและกัน ซึ่งถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์ด้วย

ในปัจจุบันมีผู้คนที่ศรัทธาในเทพคิวปิดไปขอพรเรื่องความรักกันเป็นประจำ อย่างเช่นที่ "วงเวียนพิคคาเดลลี" (Piccadilly Circus) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่นี่เป็นจัตุรัสลานน้ำพุของลอนดอน ซึ่งมีประติมากรรมสำริดบนยอดน้ำพุเป็นรูปกามเทพคิวปิดในร่างแบบชายหนุ่ม (หรือเทพอีรอสในอีกตำนานหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับเทพคิวปิด) โดยรูปปั้นเทพเจ้าอยู่ในท่ากำลังแผลงศรอย่างงดงาม โดยมีหนุ่มสาวแวะเวียนมาขอพรเรื่องความรักอยู่บ่อยๆ 

158159520495

ส่วนตำนานความรักระหว่างเทพคิวปิดและมนุษย์หญิงสาว เล่าขานกันว่า ครั้งหนึ่งเทพวีนัสผู้เป็นมารดาของเทพคิวปิดได้พบหญิงสาวมนุษย์นางหนึ่งชื่อ ไซคี ผู้มีหน้าตางดงามมากจนผู้คนในหมู่บ้านเรียกนางว่าเป็นร่างอวตารจของเทพวีนัส เทพวีนัสเกิดอิจฉาความงามของไซคีจึงได้สั่งให้คิวปิดผู้เป็นบุตรชายแผลงศรแห่งรักใส่นางเพื่อแกล้งให้นางอับอาย แต่เมื่อคิวปิดมาเจอไซคีเข้าจริงๆ เขากลับหลงไหลในตัวของไซคี คิวปิดจึงแผลงศรนั้นใส่ตัวเองและไซคีเพื่อให้ทั้งสองรักกัน แรกเริ่มความสัมพันธ์คิวปิดไม่ยอมให้ไซคีรู้ว่าตนเป็นใคร โดยพยายามปิดบังตัวเองอยู่แต่ในความมืดในปราสาทไม่ให้นางเห็นหน้า เพราะคิวปิดรู้ดีว่าเทพและมนุษย์ไม่สามารถรักกันในสถานะที่เท่าเทียมได้ 

ทั้งสองอยู่กันฉันสามีภรรยาจนไซคีตั้งครรภ์ ทำให้นางอยากรู้ให้ได้ว่าสามีของนางมีหน้าตารูปร่างอย่างไรกันแน่ จึงแอบจุดตะเกียงน้ำมันแล้วเข้าไปหาสามีขณะนอนหลับโดยไม่ให้รู้ตัว จึงทำให้รู้ว่าสามีของนางคือเทพคิวปิด เมื่อไซคีรู้ความจริงเทพคิวปิดจึงไม่อาจอยู่กับนางได้อีกต่อไปเพราะเกรงฤิทธิ์ของเทพวีนัสผู้เป็นมาดา เขาจึงบินจากไปปล่อยให้นางอยู่โดยลำพัง

158159226196

ขณะที่ไซคีจมอยู่กับความสิ้นหวังและเสียใจ วันหนึ่งนางได้ยินเสียงที่มองไม่เห็นลอยมาตามสายลมและพูดกับนางว่า "แท้จริงแล้วความรักระหว่างเทพและมนุษย์นั้นเป็นไปได้" นางจึงเริ่มออกตามหาสามี แต่เทพวีนัสได้ปรากฏตัวและขัดขวางไซคี แล้วบอกว่าทางเดียวที่เธอจะได้แต่งงานกับคิวปิดคือ เธอต้องทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ ซึ่งภารกิจที่วีนัสให้กับไซคีนั้นเป็นภารกิจที่ไม่มีทางที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้

อย่างเช่น การแยกเมล็ดพืชที่ปนกันอยู่หลายชนิดกองใหญ่ออกจากกันภายในคืนเดียว การนำขนแกะทองคำที่หายากลำบากมาถวายแด่เทพวีนัส หรือแม้แต่การลงไปยมโลกเพื่อทำภารกิจเสี่ยงตาย ไซคีพยายามทำอย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สำเร็จ และเริ่มรู้สึกหมดหวัง แต่ในทุกครั้งกลับมีเสียงประหลาดคอยบอกหนทางและช่วยเหลืออยู่เสมอ จนนางสามารถทำภารกิจต่างๆ ได้สำเร็จ ทำให้ไซคีได้พบคิวปิดในที่สุด

ส่วนคิวปิดก็ยอมรับกับนางว่า เขาทำผิดและเป็นคนโง่เขลาเอง ความกล้าหาญของไซคีในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ ได้พิสูจน์ว่าเธอนั้นไม่เพียงแค่มีความรักที่เท่าเทียบกับเขาแต่อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ คิวปิดจึงเดินทางไปยังเทือกเขาโอลิมปัสเพื่อขอร้องให้ทวยเทพเห็นแก่ความรักของพวกเขาทั้งสอง จนเหล่าเทพทั้งหลายยอมรับและมอบน้ำทิพย์ให้ไซคีดื่มเพื่อความเป็นอมตะ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้รักกันอย่างมีความสุข

158159226191

----------------------

อ้างอิง:

http://www.signorscience.com/

https://ed.ted.com/lessons/the-myth-of-cupid-and-psyche-brendan-pelsue

https://th.wikipedia.org/wiki/

ones, Terry. "Valentine of Terni". Patron Saints Tom. Archived from the original on April 1, 2010.

https://th.wikipedia.org/wiki/

Larousse Desk Reference Encyclopedia, The Book People, Haydock, 1995, p.215.

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: