3 ปัจจัยถล่มหุ้น 'โรงไฟฟ้า' โบรกชี้ 'ศก.ชะลอ-ภัยแล้ง-บาทอ่อน' กดดันผลดำเนินงาน

3 ปัจจัยถล่มหุ้น 'โรงไฟฟ้า' โบรกชี้ 'ศก.ชะลอ-ภัยแล้ง-บาทอ่อน' กดดันผลดำเนินงาน
7 กุมภาพันธ์ 2563
4,644

นักลงทุน แห่ขายทำกำไร "หุ้นโรงไฟฟ้า” หลังราคาพุ่งแรง ด้าน “นักวิเคราะห์” ชี้ 3 ปัจจัยกดดันลงทุน ทั้ง “เศรษฐกิจชะลอ-ภัยแล้ง-บาทอ่อน” ห่วงกระทบกำไรปีนี้วูบ โดย “บีกริม” รูดหนัดสุด 7.69% บล.กสิกรไทย ชี้ยังมีปัจจัยลบระยะสั้นยังกดดัน แนะชะลอลงทุนไปก่อน

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าวานนี้ (6ก.พ.) มีแรงขายออกมาอย่างหนักหน่วง กดดันให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับลดลงรุนแรงสวนทางกับภาวะตลาดโดยรวมที่ปรับเพิ่มขึ้น นำโดย หุ้น บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ลดลง 7.69% มาปิดตลาดที่ 57 บาท รองมา บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ลดลง 5.08% ปิดที่ 187 บาท บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ลดลง 3.16% ปิดที่ 76.50 บาท และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ลดลง 2.56%  ปิดที่ 304 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ยังพบว่า หุ้นกลุ่มนี้มีแรงขาย “ชอร์ตเซล” ออกมาอย่างหนัก โดย ณ วันที่ 5 ก.พ.2563 หุ้น GULF มีแรงขายชอร์ตออกมามากสุด คิดเป็นสัดส่วนต่อการซื้อขายรวมที่ 17.69% รองลงมา คือ EGCO 13.24% GPSC 13.03% และ BGRIM 12.97%

นายเวทิต ตั้งจินดากุล นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับลดลงแรง เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงก่อนหน้านี้ปรับขึ้นค่อนข้างมาก ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเริ่มมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มนี้ โดยลูกค้าภาคอุตสาหกรรมในนิคมฯ เริ่มซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ลดลง 

สำหรับบริษัทที่มีรายได้จากการขายไฟฟ้าให้ภาคอุตสาหกรรมสูงสุดคือ GPSC คิดเป็นสัดส่วน 52% ของรายได้รวม ส่วน BGRIM มีสัดส่วนที่ 30% และ GULF มีสัดส่วนที่ 10%

นอกจากนี้  ปัจจัยเรื่องภัยแล้งที่กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าปีนี้จะรุนแรงสุดในรอบ40 ปี โดยที่ผ่านมากรมชลประทานได้ขอความร่วมมือกับผู้ใช้น้ำทุกฝ่ายประหยัดมากขึ้นราว 10% จากเดิม ซึ่งทั้งโรงไฟฟ้า SPP และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ต้องใช้น้ำผลิตไฟฟ้าลดลง ส่งผลทำให้โรงไฟฟ้ามีรายได้จากการขายไฟต่ำกว่าที่ตลาดคาด

นายเวทิต กล่าวด้วยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส4 ปี 2562 ของหุ้นเหล่านี้ ยังมีแนวโน้มลดลงจากปัจจัยฤดูกาลในการผลิตไฟฟ้า ความต้องการใช้ไฟฟ้า และการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าตามแผน ขณะเดียวกันเงินบาทที่อ่อนค่า ยังมีผลทำให้เกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะ กลุ่มโรงไฟฟ้ามีหนี้สกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งหากยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง จะทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2563 ปรับตัวลดลง   

นางสาวอรมงคล ตันติธนาธร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ประเด็นที่ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงงานไฟฟ้าปรับลดลง มี3 ปัจจัย คือ 1.ค่าเงินบาทอ่อนค่า เพราะ ผู้ประกอบกอบธุรกิจโรงไฟฟ้ารายใหญ่หลายรายที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้ผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 2.ความกังวลภัยแล้ง ทำให้โรงไฟฟ้ามีน้ำมาใช้ในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าและ ไอน้ำ ลดลง ซึ่งบริษัทที่มีสัดส่วนการขายไฟและไอน้ำให้ภาคเอกชนสูง คือ BGRIM,GULF,GPSC ทำให้รายได้จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมลดลง

รวมถึงกรณีที่จีนปิดโรงงานผลิตรถยนต์นั้น ส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ส่งออกไปจีน มีคำสั่งซื้อลดลง ทำให้ต้องลดการใช้กำลังการผลิต จึงมีผลทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงเช่นกัน ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานชะลอตัว

อย่างไรก็ตามแม้ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวลดลงมาบ้างแล้ว แต่ยังคงสูงกว่าราคาเหมาะสมปีนี้ที่บริษัทประเมินไว้ โดย GPSC ให้ราคาเหมาะสมปีนี้ ที่ 77.75 บาทต่อหุ้น BGRIM ให้ราคาเหมาะสมที่ 56 บาทต่อหุ้น และ GULF ให้ราคาเหมาะสมที่ 176.50 บาทต่อหุ้น จึงยังไม่แนะนำให้เข้าซื้อ เพราะมีปัจจัยลบระยะสั้นที่กดดัน

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง