เฝ้าติดตามการแพร่ระบาด

เฝ้าติดตามการแพร่ระบาด
30 มกราคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
635

ศาลรธน.รับคำร้องกรณีร่างพรบ.งบประมาณปี 63 ไว้วินิจฉัย จะเป็น Overhang กดดันภาวะเศรษฐกิจและดัชนีอีกด้วย

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index วานนี้รีบาวด์ขึ้น +11.33 จุด (+0.75%) ปิดที่ 1,525 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.4 หมื่นล้านบาท ตาม sentiment ตลาดหุ้นรอบบ้านที่ดีดตัวขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นแรงซื้อในกลุ่ม Energ และ Petro หลังราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวขึ้นรวมถึงราคาหุ้นทรุดตัวลงมาแรงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังได้แรงซื้อกลุ่ม Etron และ Food ที่ได้อานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าช่วยหนุนภาวะตลาดให้ปิดแดนบวก ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,758 ล้านบาท แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 140 ล้านบาท และ Net Long TFEX 23,029 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้

มุมมองเป็นลบคาด SET Index อ่อนตัวทดสอบ 1,515 - 1,520 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์ แม้ว่าการประชุม FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% รวมถึงรัฐสภายุโรปโหวตเห็นชอบข้อตกลง Brexit ของอังกฤษแล้ว อย่างไรก็ตามสถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ยังคงแพร่ระบาดซึ่งล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 170 ราย และผู้ติดเชื้อ 7,736 รายซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโรค SARS ในจีนปี 2546 ส่งผลให้นักลงทุนยังคงมีความกังวลและอยู่ในภาวะ Risk off ทั้งนี้สินทรัพย์ปลอดภัยได้แก่ US Bond yield 10 ปีปรับตัวลง ,ราคาทองคำดีดตัวขึ้น รวมถึงกระแส Fund flow ต่างชาติที่ Net sell ต่อเนื่อง 5 วันราว 8 พันลบ.ซึ่งเป็นลบต่อดัชนี นอกจากนี้การที่ศาลรธน.รับคำร้องกรณีร่างพรบ.งบประมาณปี 63 ไว้วินิจฉัยนั้นจะเป็น Overhang กดดันภาวะเศรษฐกิจและดัชนีอีกด้วย

** วันนี้ 30 ม.ค.ติดตามการประกาศงบ PTTEP คาด 4Q19 กำไร 1.24 หมื่นล้านบาท +12%qoq และ +40%yoy

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่มส่งออก Elec (KCE, HANA, DELTA), Food (CPF, TFG, TU) อานิสงส์ทิศทางเงินบาทอ่อนค่า
  • กลุ่ม Defensive และงบ 4Q19F คาดว่าจะออกมาดีและดีต่อเนื่องในปีนี้ GPSC, GULF, JMT, CPF, SAWAD, MTC, BTS, BEM, INTUCH, ADVANC, OSP, และ CBG

หุ้นแนะนำวันนี้

  • TU (ปิด 14 ซื้อ/เป้า 18.1) ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์และยูโรส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจของ TU เพราะมีรายได้หลักมาจากการส่งออกคิดเป็น 75% ของรายได้รวม โดยทุกๆ 1 บาทที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับยูโรจะทำให้กำไรของ TU เพิ่มขึ้นประมาณ 600 -700 ล้านบาท
  • INTUCH (ปิด 58.25 ซื้อ/เป้า 81) INTUCH เหมาะสำหรับหลบภัยในภาวะตลาดผันผวน เนื่องจากจ่ายปันผลสม่ำเสมอและให้ Dividend yield สูง ประมาณ 4.5% ต่อปี สูงกว่าเมื่อเทียบกับ ADVANC ที่ 3.5% ขณะที่ราคาปัจจุบันยังไม่สะท้อนมูลค่าเงินลงทุน (NAV) ใน ADVANC และ THCOM โดยมี Discount จากมูลค่า NAV ถึง 28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 20-25%

บทวิเคราะห์วันนี้

QH (ปิด 2.48 ถือ/เป้า 2.6 เดิม 2.7), SCC (ปิด 355 ถือ/เป้า 330)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+/-) Fed คงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.75% ตามคาด คงมุมมองเป็นกลางต่อภาพรวมเศรษฐกิจ : Fed มีมติเป็นเอกฉันฑ์ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.75% ตามเดิม ปัจจัยนี้เราเชื่อว่าตลาดรับรู้อยู่แล้วจึงไม่น่าจะมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน โดย Fed ยังคงมุมมองเป็นกลางต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ มีความมั่นใจกับตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวขึ้นในระดับปานกลาง แต่มีความเป็นห่วงต่อการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคธุรกิจและการส่งออกที่ยังอ่อนแอ
  • (-) กลุ่มท่องเที่ยว - ยอดผู้เสียชีวิตและติดเชื้อจากไวรัสโคโรนายังพุ่งขึ้นไม่หยุดล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 170 ราย และมีผู้ติดเชื้อ 7,711 ราย : สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าจะรุนแรงไม่หยุด ล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) รายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 170 ราย และมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 7,711  ราย เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้าที่มีผู้เสียชีวิต 131 ราย และมีผู้ติดเชื้อ 4,474 ราย ปัจจัยนี้เชื่อว่าจะยังกดดัน Sentiment การลงทุนในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มที่เกี่ยวข้องต่อไป ยังแนะนำระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงแรม (MINT CENTEL ERW), สนามบิน(AOT), สายการบิน(THAI AAV NOK BA), โรงหนัง (MAJOR) รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ TKN BEAUTY SPA
  • (-) แผนเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 ล่าช้าหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ (ขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาล) : ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเพื่อพิจารณาว่าร่างงบ พ.ร.บ. งบประมาณปี 63 ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลนัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องยื่นหนังสือและเข้าชี้แจงภายในวันที่ 4 ก.พ. เราคาดว่าปัจจัยนี้จะส่งผลโดยตรงต่อร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 63 ที่อาจจะล่าช้าออกไปจากแผนเดิม (ก.พ.) โดยระยะเวลาที่ล่าช้าขึ้นอยู่กับกระบวนการของศาลและคำตัดสิน กรณีเลวร้ายสุดของศาลตัดสินว่าร่าง พ.ร.บ.ผิดกระบวนการทั้งฉบับ จะต้องเริ่มพิจารณาใหม่ทั้งฉบับอาจจะต้องใช้เวลาพิจารณาใหม่ประมาณ 3-4 เดือน แต่หากศาลตัดสินว่ากระบวนการจัดทำผิดเฉพาะในมาตราที่มีการเสียบบัตรแทนกันกรณีมีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจจะสั่งให้กลับไปพิจารณาใหม่เฉพาะมาตราดังกล่าวซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ความล่าช้าดังกล่าวกระทบเศรษฐกิจ และงานก่อสร้างต่างๆที่ต้องล่าช้าและอาจจะต้องเลื่อนหรือชะลอโครงการเป็นลบต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาโดยตรง

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: