กรอ.-กฟผ.เล็งตั้งโรงงานกำจัดซากแบต-โซลาร์เซลล์

กรอ.-กฟผ.เล็งตั้งโรงงานกำจัดซากแบต-โซลาร์เซลล์
24 มกราคม 2563
854

ที่ผ่านมารัฐบาลมีแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ให้ได้ 15,574 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศให้ได้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 ซึ่งทำให้เกิดซากเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์ประกอบและซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก

ประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการศึกษาการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย” กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานในประเทศ

ขณะที่ไทยยังไม่มีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการซากดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งอายุการใช้งานของแผงโซลาเซลล์เฉลี่ย 20 ปี คาดว่าปี 2565 จะมีซากจากแผงโซลาเซลล์เกิดขึ้น 112 ตัน และเพิ่มเป็น 1.55 ล้านตัน ในปี 2600 ซึ่งหากไม่วางแผนจะกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ และเป็นอุปสรรคต่อแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยปัจจุบันไทยมียอดสะสมซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 5 ปี 1,300 ตัน ได้ส่งออกไปกำจัดต่างประเทศทั้งหมด เช่น ญี่ปุ่น เบลเยียม สิงคโปร์

“การกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ยังคัดแยกเศษซากเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีกมาก สอดคล้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งโรงงานกำจัดโซลาเซลล์ จะต้องอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการใช้โซลาเซลล์สูง เช่น พื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการติดตั้งโซลาเซลล์เป็นจำนวนมาก เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจากสำรวจพบว่าในภาคกลางเป็นพื้นที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากที่สุด 1,750 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นภาคเหนือ 626 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 465 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 41 เมกะวัตต์ รวม 2,882 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ กรอ.ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาแผนกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ทั้งระบบ ซึ่งเน้น 2 เรื่อง คือ 1.เทคโนโลยีการรีไซเคิลและการกำจัด 2.กลไกการนำซากเหล่านี้เข้าระบบ 

สำหรับเทคโนโลยีการรีไซเคิลและกำจัดซาก ในขั้นแรกคือการแยกชิ้นส่วนทางกายภาพ เช่น อลูมิเนียม กระจก ไปรีไซเคิลนำกลับมาใช้ ส่วนที่เหลือที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้จะนำผังกลบ หรือเผา ส่วนแบตเตอรี่จะกำจัดยากกว่า เพราะมีอันตรายหากขนส่งหรือจัดเก็บไม่ถูกต้องอาจจะระเบิด หรือเกิดสารพิษรั่วไหลได้ จึงต้องมีโรงงานกำจัดที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

“รายได้จากการรีไซเคิลโซลาเซลล์ และแบตเตอรี่จะมีไม่มากพอกับต้นทุนในการกำจัดทั้งหมด ดังนั้นผู้ใช้อาจจะต้องจ่ายค่ากำจัดในบางส่วนแต่ก็ไม่มากนัก จึงจะทำให้กระบวนการกำจัดอย่างถูกต้องเดินหน้าต่อไปได้" 

ขณะนี้โซลาเซลล์ทั้งหมดจะอยู่ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 90% ส่วนนี้กำจัดไม่ยาก เพราะต้องขึ้นทะเบียนมีระเบียบแบบแผนควบคุมที่รัดกุม ส่วนอีก 10% ติดบนหลังคาบ้านเรือนทั่วไป ในส่วนนี้นำเข้าระบบกำจัดยาก แต่ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และซากผลิตภัณฑ์อื่น ที่กำลังจะออกมาจะเป็นส่วนสำคัญในการวางกรอบกติกาและมาตรการต่างๆดุงแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้เข้าระบบ”

ส่วนการประเมินเบื้องต้นการลงทุนตั้งโรงงานกำจัดซากโซลาเซลล์และแบตเตอรี่ตามแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ได้ 15,574 เมกะวัตต์ คาดว่ามีโรงงานกำจัดและรีไซเคิลไม่ต่ำกว่า 100 โรง มีขนาดโรงงานขั้นต่ำ 5 ตันต่อวัน หรือ 1,480 ตันต่อปี จะใช้เงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท แต่หากเป็นโรงงานกำจัดแบตเตอรี่ก็จะมีมูลค่าสูงกว่านี้

พัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ.กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ รวมถึงการใช้แบตเตอรี่ทั้งจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้มีนโยบายให้ กฟผ.ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่หลังสิ้นสภาพการใช้งาน

ตลอดจนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารการใช้ทรัพยากรภายในประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมาแปรรูปและนำกลับไปใช้อีกในอนาคต อันมีส่วนเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่ง กฟผ.ดำเนินการควบคู่กับภารกิจหลักในการรักษาความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบการศึกษาความความเหมาะสมใน การพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ โดยมีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม และมีขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ กรอ. จะให้การสนับสนุนด้านข้อมูล ได้แก่ 

1.ข้อมูลแนวโน้มซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในไทย 2.ข้อมูลจากการพิจารณาแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม 3.ข้อมูลจากการศึกษาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ

ส่วน กฟผ. จะรับผิดชอบ ได้แก่ 1.ศึกษาเทคโนโลยีการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสม 2.ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ ควบคู่กับการพิจารณาตามแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม

3.ศึกษาเทคโนโลยีและแนวทางการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ ที่อาจนำมาบูรณการกับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง