Selective Buy

Selective Buy
23 มกราคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
387

ความกังวลพรบ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ของไทยที่อาจล่าช้าหลังมีส.ส.เสียบบัตรโหวตลงคะแนนแทนกันจะเป็นอีกแรงกดดันต่อทิศทางดัชนีในช่วงนี้

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index วานนี้ -0.35 จุด (-0.02%) ปิดที่ 1,575 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.2 หมื่นล้านบาท แม้ภาวะตลาดจะถูกกดดันจากความกังวลการแพร่ระบาดเชื่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รวมถึงพรบ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ของไทยอาจล่าช้าหลังมีส.ส.เสียบบัตรโหวตลงคะแนนแทนกัน อย่างไรก็ตามมีแรงซื้อตามสัญญาณเทคนิคที่แนวรับ 1,565 จุดหนุนให้ดัชนีดีดตัวขึ้นปิดลบเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติเป็นซื้อสุทธิ 93 ล้านบาท แต่ขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 558 ล้านบาท อีกทั้ง Net Short TFEX 10,707 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้

เรามีมุมมองเป็นกลาง-ลบคาด SET Index อ่อนตัวทดสอบ 1,565 - 1,570 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์ แม้ว่าภาวะตลาดจะได้ข่าวบวกจากเทศบาลเมืองอู่ฮั่นของจีนประกาศมาตรการสกัดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยระงับการขนส่งสาธารณะขาออกทั้งทางบกและอากาศรวมถึงเรียกร้องไม่ให้ประชาชนในท้องถิ่นเดินทางออกจากเมืองยกเว้นกรณีจำเป็นส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลสถานการณ์ดังกล่าวได้ระดับนึง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรงราว 2.8% หลุดต่ำกว่า 57 US/barrel หลัง EIA คาดว่าจะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดจำนวน 1 ล้านบาร์เรล/วันในช่วง 1H20 จะเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานและปิโตร นอกจากนี้ ความกังวลพรบ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ของไทยที่อาจล่าช้าหลังมีส.ส.เสียบบัตรโหวตลงคะแนนแทนกันจะเป็นอีกแรงกดดันต่อทิศทางดัชนีในช่วงนี้

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่มรพ. BDMS, BH, BCH, CHG ได้อานิสงส์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนารวมถึงค่าฝุ่น PM 2.5 ระดับสูงของไทย
  • กลุ่ม Defensive และงบ 4Q19F คาดว่าจะออกมาดีและดีต่อเนื่องในปีนี้ GPSC, GULF, JMT, CPF, SAWAD, MTC, BTS, BEM, INTUCH, ADVANC
  • กลุ่มเครื่องดื่ม OSP, CBG อานิสงส์ภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานจนถึงกลางปี

หุ้นแนะนำวันนี้

  • CPF (ปิด 30.25 ซื้อ/เป้า 33.5) คาดกำไรสุทธิ 4Q19 ประมาณ 3.4 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 7%qoq และ 105%yoy จากราคาหมูในเวียดนามเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 65,000 ดองต่อ ก.ก. เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากระดับ 33,000 ดองต่อ ก.ก.ใน 3Q19 และคาดกำไรสุทธิโตต่อเนื่องอีกใน 1Q2020 จากราคาหมูในประเทศและราคาหมูเวียดนามเร่งตัวขึ้นอีกในปัจจุบัน
  • INTUCH (ปิด 59.75 ซื้อ/เป้า 81) INTUCH เหมาะสำหรับหลบภัยในภาวะตลาดผันผวนเนื่องจากจ่ายปันผลสม่ำเสมอและให้ Dividend yield สูง ประมาณ 4.5% ต่อปี สูงกว่าเมื่อเทียบกับ ADVANC ที่ 3.5% ขณะที่ราคาปัจจุบันยังไม่สะท้อนมูลค่าเงินลงทุน (NAV) ใน ADVANC และ THCOM โดยมี Discount จากมูลค่า NAV ถึง 28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 20-25%

บทวิเคราะห์วันนี้

ERW (อยู่ระหว่างการทบทวนราคาเป้าหมายและคำแนะนำ)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+/-) ส่งออกไทยเดือน ธ.ค.หดตัว 1.28% หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 (หักน้ำมันและทองคำ +1.2%): ยอดส่งออกของไทยเดือน ธ.ค.หดตัว 1.28%yoy ใกล้เคียงกับที่ BB Consensus คาด และหดตัวลดลงจากเดือน พ.ย.ที่ -7.39% และหากหักรายการที่เป็นทองคำและน้ำมันออกยอดส่งออกจะพลิกเป็นบวก 1.2%yoy จากการส่งออกสู่ตลาดหลักเร่งตัวขึ้นนำโดย สหรัฐ +15.6% และ จีน +7.3% สินค้าส่งออกที่เติบโตดีคือ กลุ่มเครื่องและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, รถจักยานยนต์, ไก่สดแช่แข็ง ผักผลไม้ และ กลุ่มเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตามปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยชั่วคราวโดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปจีนเนื่องจากคาดว่าจะเป็นผลจากการเร่งนำเข้าเพื่อกักตุนไว้ก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีน (กลุ่มสินค้าที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก อาทิ KCE, DELTA, HANA, CPF, TU, CBG และ OSP)
  • (+/-) เมืองอู่ฮั่นประกาศระงับการขนส่งขาออกทั้งทางบกและอากาศคาดช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าไปสู่พื้นที่อื่นได้: จีนอัพเดทสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า โดยปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 550 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 17 ราย อย่างไรก็ตามล่าสุดเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีนซึ่งเป็นต้นกำเนิดของไวรัส ได้ออกมาตรการสะกัดการแพร่ระบาดด้วยการประกาศระงับบริการขนส่งสาธารณะขาออกทั้งทางบกและทางอากาศ (รถยนต์โดยสาร, รถไฟ, รถไฟใต้ดิน และเครื่องบิน) เราคาดว่ามาตรการดังกล่าวน่าจะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคออกไปสู่พื้นที่อื่นของจีนและประเทศต่างๆทั่วโลกได้ ขณะเดียวกันองค์การอนมัยโลก (WHO) ก็เลื่อนประกาศภาวะฉุกเฉินต่อการแพร่ระบาดดังกล่าวน่าจะเป็น Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมที่ราคาร่วงแรงมีโอกาสเกิด Technical rebound ขึ้นมาได้ในวันนี้
  • (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมันและโรงกลั่น - ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ เป็น Sentiment ลบกดดันหุ้นในกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น: กลุ่มธุรกิจน้ำมัน โรงกลั่นและปิโตรฯ นอกจากจะถูกกระทบจาก Side effect จากข่าวจีนแบนการใช้พลาสติก และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ากระทบความต้องการน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน (Jet) วันนี้ยังเผชิญผลกระทบทางตรงจากการร่วงลงของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลกับภาวะอุปทานล้นตลาด โดยเฉพาะการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าการผลิตดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 22,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ก.พ. ส่งผลให้การผลิตน้ำมันดิบรวมของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง