จะซื้อ 'เครื่องฟอกอากาศ' ต้องเลือกจากอะไรบ้าง?

จะซื้อ 'เครื่องฟอกอากาศ' ต้องเลือกจากอะไรบ้าง?
23 มกราคม 2563
7,906

เมื่อจุดเริ่มต้นในการป้องกันตัวเองจากฝุ่นพิษ PM2.5 ต้องเกิดขึ้นจากตัวเราเอง นอกเหนือจากหน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศเป็นอีกตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มาดู 5 เทคนิคเลือกเครื่องฟอกอากาศ สู้ฝุ่นกันว่ามีอะไรบ้าง

สถานการณ์ฝุ่นในประเทศไทยขณะนี้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกาะท็อปไฟว์ของโลก และขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของอาเซียน แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีแม้แต่นิดเดียว เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง และดูจะหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ขณะเดียวกันยังไม่เห็นมาตรการจากภาครัฐที่โปรยลงมาช่วยประชาชนเท่าที่ควร

เราจึงเห็นภาพประชาชนออกมาสวมใส่หน้ากากอนามัยกันเต็มท้องถนน เพื่อป้องกันการสูดดมมลพิษทางอากาศ นี่คือการป้องกันตัวเองเบื้องต้น นับเป็นแนวทางที่ดีที่มีการตื่นตัว โดยหน้ากากอนามัยแต่ละรูปแบบมีคุณสมบัติที่ต่างกัน 

นอกจากนี้อีกสิ่งที่หลายคนมองหาเพื่อเป็นตัวช่วยลดฝุ่นละอองนี้ ก็คือ เครื่องฟอกอากาศ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นเข้าขั้นวิกฤติทีไร ยอดขายเครื่องฟอกอากาศจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น เห็นได้จากจากการสำรวจของเว็บไซต์เปรียบเทียบราคา "ไพรซ์ซ่า" (Priceza) ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2562 ที่เกิดสถานการณ์ฝุ่นละออง มีการซื้อขายเครื่องฟอกอากาศสูงถึงราว 30,000 เครื่องต่อเดือน คิดเป็น 400% เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนจะเกิดวิกฤติฝุ่น 

แต่ก็เกิดคำถามขึ้นว่า จริงๆ แล้ว ถ้าจะซื้อเครื่องฟอกอากาศสักเครื่อง เราต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และสรุปออกมาเป็น 5 เทคนิคเลือกและใช้ "เครื่องฟอกอากาศ" สู้ฝุ่นจิ๋ว PM2.5

157975791396


ปัจจุบันหลากหลายแบรนด์ออกผลิตภัณฑ์เครื่องฟอกอากาศมาจำนวนมาก
มีการนำฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาเสริมจุดเด่นให้แบรนด์ คราวนี้ผู้บริโภคอย่างเราๆ จะเลือกเครื่องฟอกอากาศจากคุณสมบัติอะไรบ้าง เว็บไซต์ iurban ได้สรุปไว้ 5 เทคนิคหลักๆ ดังนี้

 

1. ดูจากความละเอียดฟิลเตอร์ หรือไส้กรองของเครื่องฟอกอากาศ

ฟิลเตอร์หรือไส้กรองอากาศ นับเป็นหัวใจของเครื่องฟอกอากาศเลยก็ว่าได้ เบื้องต้นขออธิบายก่อนว่า มาตรฐานฟิลเตอร์แบ่งออกได้ราว 3 ประเภท คือ 1.EPA มีความละเอียดในการกรอง 3 ระดับ ได้แก่ E 10, E 11 และ E 12 สามารถดักจับฝุ่นที่มีความละเอียดได้ราว 85-99.5% ต่อมา 2.HEPA มี 2 ระดับ ได้แก่ H 13 และ H 14 มีความละเอียดในการดักจับฝุ่นราว 99.95-99.9995% และ 3.ULPA ที่มีความละเอียดในการดักจับฝุ่นมากที่สุด ได้ถึง 99.9995-99.999995%

ซึ่งฟิลเตอร์ที่แพทยสภาแนะนำสำหรับการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ก็คือ HEPA เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นสูง สอดคล้องกับข้อมูลของเว็บไซต์ iurban ที่บอกว่า แม้จะมีฟิลเตอร์ที่มีมาตรฐานสูงกว่าอย่าง ULPA แต่ผู้ประกอบการไม่ค่อยเลือกนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ เพราะสำหรับผู้บริโภคแค่ HEPA ก็เพียงพอแล้ว เพราะสามารถดักจับแบคทีเรียแลัเกษรดอกไม้ ที่เป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้ได้โดยไม่ต้องใช้นวัตกรรมอื่นๆ

รวมถึงในตลาดก็มีการผลิตเครื่องฟอกอากาศที่ใช้ฟิลเตอร์ต่ำกว่าอย่าง EPA ด้วย โดยตั้งราคาไว้ใกล้เคียงกับ HEPA แต่ยังไม่มีฟิลเตอร์ประเภทใดที่สามารถกรองแบคทีเรียได้เลย

2. ดูจากขนาดห้อง

ต้องบอกก่อนว่าเครื่องฟอกอากาศแต่ละเครื่องเหมาะกับขนาดห้องที่แตกต่างกัน ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้ขนาดห้องก่อนที่จะเลือกซื้อ โดยสูตรการคำนวณง่ายๆ คือ ความกว้างของห้อง x ความยาวของห้อง เช่น ห้องนอนกว้าง 4 เมตร และยาว 4 เมตร = ขนาดห้องคร่าวๆ 16 ตารางเมตร แต่ไม่รวมถึงห้อง 2 ชั้น แบบ Double Volumn จะต้องมีการคำนวณพื้นที่เพิ่มไปอีก

เมื่อเราเลือกขนาดเครื่องได้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการสังเกตค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) หรืออัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศ หมายความว่าค่านี้จะบอกปริมาณอากาศที่ฟอกแล้ว ไม่ใช่อากาศที่ผ่านเข้าไปโดยยังไม่ได้ฟอก ซึ่งเครื่องจะอ่านค่าออกมาเป็นหน่วยลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ก็จะทำให้เราสามารถเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศได้ง่ายขึ้น โดยใช้ค่าปริมาณอากาศที่ฟอกได้ต่อชั่วโมง เปรียบเทียบกับราคา

ทั้งนี้หากในบ้านมีการแบ่งห้องเป็นสัดส่วนชัดเจน การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กและกระจายตามโซนต่างๆ ดูจะเป็นทางออกที่ดี แต่หากเป็นคอนโดมิเนียม มีเพียงเครื่องเดียวก็เพียงพอ และวางไว้ในห้องที่มีพื้นที่มากที่สุด และถ้าเป็นห้องที่มีการเปิดและปิดบ่อยๆ เช่น ร้านกาแฟ เป็นต้น ควรใช้เครื่องที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น

3. ดูเรื่องของการเปลี่ยนฟิลเตอร์ในอนาคต

สิ่งสำคัญ เมื่อซื้อเครื่องฟอกอากาศมาแล้ว หากใช้ไปสักพัก ฟิลเตอร์ที่เก็บและดักฝุ่นมานาน อาจหมดประสิทธิภาพ หากไม่เปลี่ยน เครื่องฟอกอากาศอาจกลายเป็นพัทลมตัวหนึ่งที่ปล่อยลมออกมาเท่านั้น แต่ไม่สามารถฟอกอากาศได้ ซึ่งผู้บริโภคไม่ต้องกังวลไป เพราะเครื่องฟอกอากาศหลายรุ่นมักจะมีตัวจับเวลาเปิด ปิดเครื่อง เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้รู้ว่าควรจะเปลี่ยนฟิลเตอร์เมื่อใด

4. ดูฟังก์ชั่นเสริมในการฆ่าเชื้อโรค

แน่นอนว่าด้วยสถานการณ์ฝุ่นละอองที่รุนแรงมากขึ้น และเกิดขึ้นต่อเนื่อง และแต่ละครั้งก็กินระยะเวลายาวนาน ส่งผลต่อสุขภาพของหลายๆ คน ทำให้ตลาดเครื่องฟอกอากาศเกิดการแข่งขันสูง ดังนั้นผู้ประกอบการแบรนด์ต่างๆ  ก็หาฟังก์ชั่นเสริมเข้ามาเตมแต่งเครื่องฟอกอากาศของแบรนด์ตัวเองให้กโดดเด่น เพื่อจูงใจลูกค้าให้เลือกซื้อ เช่น การนำไอออนมากำจัดเชื้อโรค หรือการเพิ่มฟิลเตอร์คาร์บอนเพื่อดูดซับกลิ่น รวมถึงการใช้ประจุไฟฟ้า ไทเทเนียม หรือแสงอัลตราไวโอเลท เป็นต้น

แต่ก็มีข้อระมัดระวังสำหรับบางฟังก์ชั่น เช่น การนำโอโซนเข้ามาใช้ฆ่าเชื้อโรค แต่ไม่เหมาะที่จะเปิดเป็นเวลานาน เพราะจะส่งผลต่อเซลล์ในร่างกาย

5. ดูฟังก์ชั่นเสริมอื่นๆ

และในยุคที่เทคโนโลยี หรือดิจิทัล เข้ามาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา การเลือกเครื่องฟอกอากาศที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เช่น บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อ WIFI ได้ หรือสามารถสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือได้ แม้ว่าเรายังไม่ถึงบ้าน ก็เปิดเครื่องฟอกอากาศรอได้เลย หรือบางรุ่นก็ปรับอัตราการอากาศเองได้อัตโนมัติเมื่อมีปริมาณฝุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์การพิจารณาอื่นๆ เช่น อัตราการกินไฟ  หรือความเงียบของเครื่องขณะทำงาน รวมถึงการบริการหลังการขาย ศูนย์ให้บริการต่างๆ เป็นต้น

ที่มา : เว็บไซต์ iurban, วารสารศิริราช

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง