แนวทางการลงทุนไตรมาส 1/63

แนวทางการลงทุนไตรมาส 1/63
23 มกราคม 2563 | โดย ดร.ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล | คอลัมน์ Fund insight
958

ส่องแนวโน้มการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 รู้ก่อนว่าอะไรเป็นปัจจับบวกช่วยหนุน และปัจจัยลบควรเลี่ยง สำหรับการลงทุน

ปี 2563 นี้ เริ่มต้นปีด้วยความตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่สหรัฐใช้ปฏิบัติการโจมตีทางการอากาศ เป็นผลให้นายทหารระดับสูงของอิหร่านและอิรักเสียชีวิต ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงจากความกังวลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดสงครามตามมา

ทั้งนี้ หากไม่นับเหตุการณ์โจมตีในตะวันออกกลางแล้ว บรรยากาศการลงทุนในปีนี้มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากมีแนวโน้มว่าปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะได้รับการแก้ไขไปในทางที่ดี โดยสหรัฐและจีนได้ลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกไปแล้ว และจะมีการเจรจาสำหรับเฟสสองต่อไป นอกจากนี้ ปัญหา Brexit ก็มีความชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักยังคงอยู่ในภาวะผ่อนคลายและช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค เนื่องจากตลาดแรงงานยังมีความแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยหนุนความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในขณะที่เศรษฐกิจยุโรปส่งสัญญาณว่าอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และรัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ถึงแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับต่ำ
อีกทั้งมีความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้ง การแข็งค่าของเงินบาท และความไม่แน่นอนทางการเมือง
แต่การที่งบประมาณมีแนวโน้มที่จะสามารถเริ่มเบิกจ่ายได้ราวช่วงเดือนมีนาคม จะส่งผลให้มีเงินเข้าสู่ระบบอีกจำนวนมาก
อีกทั้งหากปัญหาสงครามการค้าผ่อนคลายลงต่อเนื่อง การส่งออกของไทยก็น่าจะค่อยๆ กลับมาเติบโตได้ดี

จะเห็นได้ว่าปัจจัยบวกในไตรมาสแรกของปีนี้มีค่อนข้างมาก และล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ดังนั้น ในสถานการณ์ปกติการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไตรมาสแรกของปีนี้จึงน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยตั้งแต่ปี 2553-2562 ดัชนีผลตอบแทนรวมของ SET Index ให้ผลตอบแทนในไตรมาสแรกของปีเป็นบวกทุกปี (อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต) ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงเป็นลำดับต้นๆของโลก จึงสามารถดึงดูดเงินลงทุนไหลเข้าก่อนที่จะมีการจ่ายเงินปันผลประจำปีในช่วงไตรมาสที่ 2

สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน มีแนวโน้มว่าจะไม่มีความรุนแรงมากไปกว่านี้ หลังแถลงการณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านมากขึ้น และไม่มีการพูดถึงการใช้ปฏิบัติการทางทหาร  ในขณะที่ทางด้านอิหร่านระบุว่าไม่ต้องการให้เกิดสงคราม  แต่อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกลับมาประทุ และเป็นปัจจัยที่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนได้

ดังนั้น แนวทางการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง อาจทยอยลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงมาก เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต โดยการลงทุนในกองทุนตราสารทุนในช่วงไตรมาสแรก การเน้นลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลดีอย่างสม่ำเสมอน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี  สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ อาจเน้นลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางและยาวยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลง (ราคาขึ้น) ได้อีก หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ 

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ การลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวยังคงมีความน่าสนใจ เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงได้อีก  ในขณะที่ในส่วนของตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงมีความน่าสนใจเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยถึงแม้มีนักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มกังวลว่าตลาดหุ้นสหรัฐอาจแพงเกินไปหลังจากที่ตลาดหุ้นหลักของสหรัฐต่างทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ผลประกอบการของบริษัทสหรัฐที่เริ่มทยอยประกาศออกมายังคงแข็งแกร่ง  ส่วนตลาดหุ้นจีนเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากในรอบปีที่ผ่านมา ถึงแม้จีนเผชิญปัญหาสงครามการค้าและการชุมนุมประท้วงในฮ่องกง แต่ตลาดหุ้นจีนก็สามารถปรับตัวขึ้นได้ดี เนื่องจากตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ สวนทางกับเศรษฐกิจจีนที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ ถึงแม้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และสงครามการค้าอาจเป็นปัจจัยรบกวนการลงทุนในปีนี้ แต่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในภาพรวมดูดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และการที่นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักยังคงอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ในระยะปานกลางถึงยาว การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจึงน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี  อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ศึกษาข้อมูลการลงทุน และประเมินความเสี่ยงการลงทุนอย่างต่อเนื่องครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง