'บล.ธนชาต' ปั้นธุรกิจใหม่ สร้างรายได้หนี 'คอมมิชชั่น' ดิ่ง

'บล.ธนชาต' ปั้นธุรกิจใหม่ สร้างรายได้หนี 'คอมมิชชั่น' ดิ่ง
20 มกราคม 2563 | โดย สุวรรณ์ ขำเขียว 
468

ในปี 2562 ถือเป็นปีที่ยากลำบากของ "ธุรกิจหลักทรัพย์"  สะท้อนจากผลกำไรของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และหลายบริษัทมีผลดำเนินงาน "ขาดทุน" 

โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานลูกค้าหลักเป็นรายย่อย เพราะยิ่งนานวันจำนวนนักลงทุนรายย่อยค่อยๆลดลง ณ สิ้นปี2562  สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยเหลือเพียง 33.72 % จากในอดีตสูงถึง 60-70 %

 เป็นผลจากลงทุนแล้วได้กำไรน้อย หรือขาดทุน จากภาวะตลาดที่ไม่เอื้อ อีกทั้งยังต้องสู้กับนักลงทุนต่างชาติ ที่มีการใช้ "โปรแกรมเทรดหุ้น" หรือ  "โรบอทเทรด" ที่มีความเร็วกว่า ขณะที่ "ค่าคอมมิชชั่น" ของธุรกิจโบรกเกอร์ยังคงปรับตัวลดลง เฉลี่ยปีละ 0.01% 

สำหรับแนวโน้มปี 2563 "พิมพ์ผกา นิจการุณ"  กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต จำกัด (มหาชน) มองว่า  ภาพรวมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ 2563 ยังไม่ดีต่อเนื่องไปอีกหลายปี จากโรบอท ที่เป็นลักษณะ  "high frequency trading"  เข้ามาซื้อขายมากขึ้น ทั้งหุ้น อนุพันธ์ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ( DW) ส่งผลกระทบนักลงทุนรายย่อยทำกำไรได้ยากขึ้น   และมีผลขาดทุนจึงหยุดซื้อขาย ทำให้สัดส่วนการซื้อขายนักลงทุนรายย่อยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์  หรือ(ค่าคอมมิชชั่น  ยังมีทิศทางลดลงต่อเนื่องได้อีก แม้ปัจจุบันค่าคอมมิชชั่นเฉลี่ยของอุตสาหกรรม อยู่ที่ 0.09 % เพราะนักลงทุนขอต่อรองค่าคอมมิชชั่นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมนี้   ทำให้ทิศทางผลการดำเนินงานของโบรกเกอร์ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรก2562 นั้น มีหลายบล.ที่มีผลขาดทุน

สำหรับบริษัท "บล.ธนชาต"นั้น ได้รับผลกระทบทำให้ค่าคอมมิชชั่นปรับตัวลดลงบ้าง แต่ค่าคอมมิชชั่นของบริษัทยังอยู่ในระดับ "สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม" พอสมควร ทำให้ยังคงห่างไกลจากคำว่า "ขาดทุน" เพราะบริษัทมีจุดแข็งเรื่องบทวิเคราะห์ที่ทำในเชิงลึกมากกว่า โดยการออกบทวิเคราะห์หุ้นใดออกมานั้น จะต้องไปพบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลของบริษัท ต้องเข้าใจในธุรกิจให้มากที่สุด    ทำให้บริษัทได้รับรางวัล  "Best Local Brokerage in Thailand"  อันดับ 2 มาตั้งแต่ ปี 2551 จากนิตยสารเอเชียมันนี่  

เมื่อบริษัทมีบทวิเคราะห์ที่ดี ส่งผลให้เจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน(มาร์เก็ตติ้ง)มีคำแนะนำการลงทุน ที่ทำให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนที่ดี  ลูกค้าจึงไม่มีการต่อรองค่าคอมมิชชั่น ซึ่งถือว่าเป็นแวลูที่บริษัทสร้างให้กับลูกค้า  ขณะที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศ ส่วนนักลงทุนรายย่อยนั้นเป็นไฮเน็ตเวิร์ธ 

อย่างไรก็ตาม จากเทรนด์อุตสาหกรรมที่ค่าคอมมิชชั่นยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการหาธุรกิจใหม่เข้ามาเสริม เพื่อให้มีกำไรที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงกลางปี2562 ได้ออก DW ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์)อันดับ5 ของอุตสาหกรรม

ส่วนในปี 2563 เตรียมรุกธุรกิจใหม่คือ"ธุรกิจวางแผนการลงทุน"โดยใช้ชื่อว่า"ZEAL" เพราะบริษัทประเมินว่าการลงทุนจะมีความยากขึ้น  จึงช่วยจัดพอร์ตบริหารเงินให้กับลูกค้า ซึ่งจะกระจายการลงทุนที่หลากหลาย  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเน้นที่ผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งใช้จุดแข็งเรื่องบทวิเคราะห์  และมีทีมงานที่คอยบริหารจัดการแผนการลงทุนให้กับลูกค้า มีทั้งทีมนักวิเคราะห์พื้นฐาน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ นักวิเคราะห์กองทุน ผู้จัดการกองทุน  นักวิเคราะห์ตราสารอนุพันธ์ ฯลฯ อีกทั้งยังมีการใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วย เช่น AI Program, Quant Program รวมถึงมีพันธมิตรต่างประเทศ ช่วยแนะนำการลงทุนในต่างประเทศ

    

ZEAL มีแผนการลงทุนให้เลือก4 แผน เงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท   แผนแรกคือ "Sustain " ซึ่งมีผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 3-5%ต่อปี จะเน้นสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกับการลงทุนในหุ้น ปันผลสูง กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ Asset Funds ที่มีความยั่งยืนในธุรกิจ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย คาดหวังเงินปันผลสูง แผนสองคือ  "Quality"มีผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 5-7%ต่อปี โดยบริษัทจะคัดเลือกธุรกิจขนาดใหญ่ ยั่งยืน อยู่ในวัฏจักรการเติบโต ลงทุนคู่ไปกับบริษัทคุณภาพดีที่ให้ปันผลสูง สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้พอประมาณ 

 แผนสามคือ " Dynamic" มีผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 7-9%ต่อปี  โดยจะลงทุนตามสภาพเศรษฐกิจและกระแสเงินโลก พร้อมเปลี่ยนการลงทุนไปยังหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆหรือเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมตามสถานการณ์ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น 

และแผนที่4 คือ  "Target" มีผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 10%ต่อปีขึ้นไป  ซึ่งเป็นการหาโอกาสการลงทุนแนวลึกแบบ   "bottom up" ในบริษัทที่มีการเติบโตสูง โดยอยู่ในวัฏจักรธุรกิจขาขึ้นในระยะยาว หรือบริษัทที่มีความสามารถแย่งตลาดจากคู่แข่งได้ในระยะยาว บริษัทที่มีผลประกอบการที่จะ turn around หรือมีเรื่องราวเฉพาะตัวในการสร้างและขยายการเติบโตในรูปแบบต่างๆ

 “พิมพ์ผกา” บอกว่า  บริษัทตั้งเป้าภายใน3ปี(2563-2565) ZEALจะสร้างกำไรให้กับบริษัทคิดเป็นสัดส่วน20-25% ของกำไรสุทธิของบริษัท  ขณะที่ธุรกิจ DW อนุพันธ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-25% ส่วนธุรกิจมาร์จินโลน และธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์จะปรับตัวลดลง จากปี 2561 ที่มีกำไรจากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์อยู่ที่60% มาร์จินโลน15-20% และธุรกิจอนุพันธ์ บล็อกเทรด15-20%

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง