ลงทุนอย่างไรดี? ท่ามกลาง 2 สงคราม

ลงทุนอย่างไรดี? ท่ามกลาง 2 สงคราม
14 มกราคม 2563 | โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย | คอลัมน์ Investment Strategy by KTBST
517

เปิดปี 2563 มา โลกต้องเผชิญปัจจัยหลักๆ มาจาก 2 สงครามใหญ่ และเพียงเริ่มต้นปีแบบนี้ เหล่านักลงทุนจะต้องเดินไปทางไหน มีพอร์ตไหนหน้าลงทุนบ้าง

เป็นการเริ่มต้นปี 2563 ที่ค่อนข้างจะร้อนแรงอย่างมาก ในการโจมตีบุคคลสำคัญในกองทัพของประเทศอิหร่านโดยสหรัฐ ทำให้เกิดความตึงเครียด และตามมาด้วยการโต้ด้วยกำลังระหว่างกัน ส่งผลกระทบต่อทั้งในมุมเศรษฐกิจและในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แม้ว่าในช่วงก่อนหน้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยรวมทั้งตลาดหุ้นทั่วโลก ทะยานขึ้นในแดนบวก ด้วยข่าวดีในเรื่องการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนในเฟสแรก ที่สามารถลงเอยข้อตกลงกันในวันที่ 15 ม.ค.นี้ เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจในระยะแรกพอสมควร แต่สถานการณ์กลับพลิกอย่างรวดเร็วมาสู่ด้านลบที่น่ากังวลไม่น้อย

ตามที่ผมได้นำเสนอไปในตอนที่แล้วว่า มีปัจจัยสำคัญที่ยังติดตามกันในปีนี้ว่า จะเป็น "ปีเผาจริงหรือเผาหลอก" ดังนั้นภาพของตลาดในเดือน ม.ค.นี้ จากเดิมที่มีหลายเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากปลายปีที่ผ่านมา บวกกับปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้ทิศทางตลาดยังเผชิญกับความผันผวนที่สูงอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อพิพาทระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะค่อนข้างรุนแรงมาก แต่ก็ประเมินว่าสถานการณ์จะไม่ลุกลาม ไปถึงขนาดเป็นสงครามโลก แต่จะยืดเยื้อและส่งผลต่อด้านต่างๆ อย่างไรก็ตามคงต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้

นอกเหนือจากประเด็นของสหรัฐกับอิหร่านแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ต้องระมัดระวังอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะจะผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในเดือน ม.ค. ได้แก่

1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิตและการส่งออกจากผลของสงครามการค้า ซึ่งยังสะท้อนให้เห็นจากรายงานตัวเลขที่แย่ ในแต่ละเดือนที่ผ่านมาและมีผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศไทยเอง เดือน พ.ย.2562 ที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ลดลง 8.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ย. ติดลบ 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

2.สภาพคล่องทางการเงิน รวมไปถึงการลงทุนและบริโภคในประเทศ แม้ว่าจะมีเงินไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่จากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางประเทศต่างๆ แต่ทำให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งก่อนปีใหม่เราได้เห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปถึงระดับ 29 บาทแล้ว เป็นสัญญาณว่าจะกระทบต่อกลุ่มธุรกิจส่งออกต่อเนื่องอีก

3.ความเสี่ยงในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่สำคัญ ได้แก่ 1) เรื่อง Brexit ของอังกฤษที่มีความเสี่ยงว่าอังกฤษที่จะออกสหภาพยุโรปแบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษในเรื่องภาษี ทำให้อังกฤษต้องกลับมาเจรจาด้านการค้ากับยุโรปใหม่ 2) เรื่องการถอดถอนประธานาบดีสหรัฐ โดยรัฐสภาแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่อาจมีผลทางอ้อมต่อการหาเสียงเลือกตั้งของทรัมป์ในปีนี้ และ 3) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน หากลุกลามและยืดเยื้อออกไป โดยมีชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนเข้ามาร่วมด้วย เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น

โดยภาพรวมของตลาดในเดือนมกราคมนั้น SET Index มีโอกาสเป็นขึ้นลงตามตลาดต่างประเทศ มองกรอบในเดือนที่ระดับ 1,545-1,620 จุด แต่เมื่อพิจารณาตลอดทั้งปี 2563 แล้ว ผมอยากให้ภาพการลงทุนในอีกด้านหนึ่งคือ เริ่มมีการมองว่าอาจเห็นหุ้นไทยหลุดระดับ 1,500 จุดไปแตะ 1,400 จุดในปีนี้ ผมมองว่ามีโอกาสเป็นไปเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยในประเทศเรื่องสภาพเศรษฐกิจที่แย่ลง อีกทั้งเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่มีการ ปะทะกันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้นเราอาจเห็นดัชนีลงมา เคลื่อนไหวในกรอบ 1,400-1,700 ได้เช่นกันครับ 

ดังนั้นในช่วงเดือน ม.ค. ตลาดยังมีปัจจัยให้กังวลมากขึ้น ทำให้พอร์ตการลงทุนคงต้องเน้นปลอดภัย (Conservative) มากขึ้นเช่นกันนะครับ ผมขอแนะนำพอร์ตลงทุนในระยะสั้นไว้ดังนี้ครับ

157890609844

เห็นภาพรวมแบบนี้แล้ว ต้องบอกว่าการลงทุนในปีนี้เราต้องวางแผนและเลือกสินทรัพย์กันให้ดีเลยนะครับ ทาง KTBST SEC เราจะคอยให้คำแนะนำข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่องครับ

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง