แนะเจน Z เรียนวิชา 'ปรับตัว' เตรียมพร้อมรับ 'ดิสรัปชั่น'

แนะเจน Z เรียนวิชา 'ปรับตัว' เตรียมพร้อมรับ 'ดิสรัปชั่น'
10 มกราคม 2563
568

เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่ยุคที่คนจะมาเรียนเพื่อเป็นด็อกเตอร์หรือศาสตราจารย์ต่อไปแล้ว การก้าวเท่าทันเทคโนโลยีกลับกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กไทยที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกทุกวันนี้ ทำให้ประสบการณ์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่สามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์อะไรได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นภาคการศึกษาของไทยจะต้องปรับตัวให้เข้าทันกับยุคสมัยจึงจะสามารถอยู่รอดได้ ในโลกยุค "ดิสรัปชั่น" (Disruption) ซึ่งเป็นยุคที่รวบรวม ทั้งความปั่นป่วน การทำลายล้าง และการเกิดขึ้นใหม่ไว้ในยุคเดียวกัน

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า โลกทุกวันนี้ก้าวสู่ยุค "ดิสรัปชั่น" (Disruption) การศึกษาของไทยควรได้รับการปฏิรูปและพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อให้ก้าวทันกับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่ต้องการเน้นวิชาชีพทางด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI : Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวัน ซึ่งมาทดแทนด้านการทำงานในหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพนักการเงินที่เคยมีบทบาทอย่างมากในด้านการลงทุน แต่ทุกวันนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI เพราะด้วยความสามารถทางด้านการจดจำข้อมูลย้อนหลังนานนับ 10 ปี รวมถึงการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่ามนุษย์ อีกทั้งยังปราศจากการทำงานที่มีอคติ ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีของระบบ AI ที่มนุษย์อาจไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ของมนุษย์ที่สะสมมายาวนานกว่า 70 ปี ปัจจุบันมองว่าไม่สามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์อะไรได้แล้ว เนื่องจากโลกยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เด็กไทยควรได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อดึงศักยภาพ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาประเทศ โดยเฉพาะการแข่งขัน กับเด็กประเทศสิงคโปร์ ที่ในอดีตเด็กไทยเคยถูกสอนมาว่าไม่สามารถสู้เด็กจากประเทศนี้ได้

แต่ปัจจุบันนี้เด็กไทยมีความรู้และความสามารถในหลายๆ ด้าน จะเห็นได้จากนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตพระจอมเกล้าลาดกระบัง ด้วยวัยเพียง 10 ปี สามารถ เขียนโปรแกรม Blockchain AI ควบคุมหุ่นยนต์ได้แชมป์โลก ยังรวมถึงเด็กไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้เข้าร่วมการแข่งขัน Google Science Fair ซึ่งเป็นรายการแข่งขันการประดิษฐ์เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เด็กไทยมีความรู้และความสามารถไม่แพ้เด็กชาติใดในโลก

"ทุกวันนี้เด็กยุคใหม่ๆ ทั่วโลก ไม่ได้สนใจที่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต บางคนจบวิศวะก็ไปปลูกผักขายทางช่องทาง ออนไลน์ หรือไปขายเสื้อผ้าออนไลน์ เพราะสามารถสร้างรายได้ที่ดีกว่า หากว่าธุรกิจนั้นได้รับการยอมรับ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ไม่ใช่ยุคที่คนจะมาเรียนเพื่อเป็นด็อกเตอร์หรือศาสตราจารย์ต่อไปแล้ว" ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ที่ผ่านมา สจล.ได้มีการปรับตัวและรับมือให้เข้ากับยุคดิสรัปชั่น (Disruption) โดยได้เชิญมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน (Carnegie Mellon University : CMU) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ อันดับ 1 ของโลก เพื่อร่วมกันจัดตั้งสถาบัน ร่วมระดับอุดมศึกษา ภายใต้ชื่อมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปีการศึกษา 2561 ในสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์, สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอกในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ยังได้เปิดสอนคณะแพทยศาสตร์ เพื่อผลิตแพทย์ที่ไม่เหมือนกับสถาบันศึกษาอื่นๆ ที่เน้นการเรียนการสอนควบคู่กับสถาปัตยกรรม โดยโฟกัสด้าน system thinkingและsystem design เนื่องจากเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้นักศึกษาเมื่อจบหลักสูตรแล้วมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงเรียนด้านภาพยนตร์สั้น ซึ่งพบว่านักศึกษาสามารถนำความรู้ด้านการตัดต่อภาพยนตร์ นำไปผลิตเป็นภาพยนตร์สั้นในการส่งรายงานวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์

ขณะเดียวกันยังได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนนานาชาติในโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้า (KMIDS) มุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนด้าน Science technology เพื่อสร้างให้เด็กไทยได้มีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง Top 10 ของโลก และเมื่อเรียนจบในระดับปริญญา ก็จะกลับมาทำงานและนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป

"คำพูดที่ว่าค่อยเป็นค่อยไป หรือไม่มีการปรับตัว หรือช้าไปเพียงวันละ 1 นาที อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ และจะทำให้ธุรกิจเกิดการล่มสลายได้ เหมือนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในอดีตที่เคยโด่งดังระดับโลก อย่างโกดัก โนเกีย และโมโตโรล่า ที่ถูกเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ฉะนั้นจะต้องไม่หยุดนิ่งและต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าคู่แข่งของเราเป็นใคร และใครเป็นคู่แข่งของเรา" ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง