'ศุภวัฒนาลัย' วิมานไร้วัย ซีอีโออสังหาฯ

'ศุภวัฒนาลัย' วิมานไร้วัย ซีอีโออสังหาฯ
9 มกราคม 2563 | โดย ประกายดาว แบ่งสันเทียะ
1,484

ซีอีโอผู้นำทางธุรกิจ พลิกไปพัฒนาโครงการบ้านผู้สูงวัย สานฝันพัฒนาสังคมผู้สูงวัยเปี่ยมสุข โดยใช้ต้นทุนธรรมชาติของรีสอร์ทโครงการเดิม บวกกับประสบการณ์นักพัฒนามืออาชีพ ที่หวังเป็นต้นแบบพัฒนาสังคมผู้สูงวัยในแบบฉบับคนไทย

เพราะรู้ดีว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) ที่หากไม่มีการตั้งรับและดูแลบริหารจัดการอย่างดี จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาครัฐจำนวนมาก หนึ่งในปัญหาที่ ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย ผู้ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจจากที่ดิน จนสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างอาณาจักรธุรกิจศุภาลัย อยากเข้าไปสร้างสรรค์สังคมผู้สูงวัยที่มีอายุยืนยาว เปี่ยมสุข พึ่งพาตัวเองได้ และไม่เป็นภาระให้กับใคร

ซีอีโอ ผู้นำองค์กรธุรกิจวัย 71 ปีที่มีความฝัน มีพลังและแรงบันดาลใจอยากส่งต่อแนวคิด ปรัชญาการใช้ชีวิตจากผู้นำทางธุรกิจมาสู่ผู้นำการดูแลตัวเอง ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ผ่านโครงการ ศุภวัฒนาลัย” (Supalai Wellness Valley) หมู่บ้านสำหรับ สังคมผู้สูงวัย 50+" เนื้อที่ขยายจากโรงแรมป่าสัก สระบุรี ที่มีอยู่ 189 ไร่ แหล่งที่ตั้งอยู่โค้งแม่น้ำป่าสัก ที่เปิดมาเกือบ 30 ปี

ประทีปเล่าที่มาของโครงการล่าสุดหมู่บ้านสำหรับผู้สูงวัยแห่งนี้ว่า สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของประชากรทั้งหมดภายในประเทศภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งโครงการนี้เป็นความต้องการส่วนตัวที่อยากทำมายาวนาน ผ่านการเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสะสมไอเดียจากสังคมผู้สูงวัยในต่างประเทศที่เป็นต้นแบบ

โดยแนวคิดของหมู่บ้าน “ศุภวัฒนาลัย” ภายใต้แนวคิดประทีป บนเนื้อที่ 24 ไร่ ในบริเวณรีสอร์ทจะเป็นแหล่งรวมของคนวัยใกล้เคียงกันได้มาพักอาศัย แบ่งปันแนวคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต การดูแลสุขภาพ ป้องกันการเกิดโรคภัยเบียดเบียน ร่วมกันทำกิจกรรม ออกกำลังกายบริหารทั้งกายและใจ เพื่อคุณค่าการมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืน

ผมทำโครงการศุภวัฒนาลัยเพราะอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน และประสบการณ์สถาปนิกเข้าใจการออกแบบ หลังจากดูงานยุโรป จีน สหรัฐญี่ปุ่นศึกษาดูงานพอสมควร จึงทำโครงการนี้ขึ้นมา

แนวคิดโครงการนี้ถูกออกแบบมาจากหลักคิดที่เป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตของสังคมผู้สูงวัยยุคใหม่ที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์สังคม โดยเริ่มต้นยังไม่ได้มองถึงผลทางธุรกิจ

“เป็นโครงการสร้างสรรค์สังคมที่รู้สึกสำนึก อยากมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมผู้สูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้สูงวัยในไทยควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มาร่วมแบ่งปันความสุขร่วมกันก็ช่วยยืดอายุของคนวัยนี้ได้มีความสุขอย่างยาวนาน”

โครงการศุภวัฒนาลัย อาศัยความพร้อมของการมีแหล่งที่ดั้งเดิมในรีสอร์ต ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านอาหาร พื้นที่ออกกำลังกาย สวนพักผ่อน สปา และสิ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติ จากป่าภูเขา แหล่งโอโซน และยังที่พักริมแม่น้ำ ที่จะช่วยเยียวยาสุขภาพของผู้เข้ามาพักผ่อน

สิ่งที่เพิ่มเติมสำหรับผู้สูงวัยคือ มีพยาบาลดูแลรักษาความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก อาหาร ที่อยู่อาศัยที่เป็นการออกแบบเพื่อผู้สูงวัย เช่น ประตูห้องนอนและห้องน้ำบานเลื่อนมีราวจับ แพทย์หรือพยาบาลประจำรองรับเหตุฉุกเฉินพร้อมนำส่งโรงพยาบาล มีกิจกรรมสันทนาการ มีการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีติดตามตัวคอยเรียกได้ตลอด 24ชม

สำหรับเป้าหมายในการพัฒนาตั้งเป้าขยาย 200 กว่ายูนิต โดยเฟสแรกนำร่องที่ 65 ยูนิต มีเงื่อนไข 2 ประการ คือ1.เช่าระยะยาว ​30ปี มีการโอนเปลี่ยนชื่อได้ ไม่จำกัดอายุ มูลค่า1.5ล้านบาท สำหรับพัก2คน และ

2.แบบตลอดชีพ ไม่จำกัดระยะเวลาการอาศัย หากเลือกสิทธิ์เลือกแบบ อยู่​1คน1.3ล้านบาท และ2คน1.5ล้านบาท สำหรับผู้มีอายุ50ปี ขึ้นไป หากยกเลิกสัญญาคืนเงินบางส่วน เขาไม่ได้คาดหวังถึงผลกำไร เพราะหากโครงการขายไม่หมดก็อยู่ระดับเท่าทุน หากขายหมดมีเงินเหลือนิดหน่อย

“การบริหารโครงการหากขาดทุนก็จะนำไปคิดเป็นโครงการรับผิดชอบสังคม (CSR-Corporate Social Responsiblity) ของธุรกิจศุภาลัย เพราะต้องการทำราคาไม่แพง คนเข้าถึงได้ มีคุณภาพ"

สิ่งที่โครงการนี้แตกต่างจากโครงการบ้านพักผู้สูงวัยในต่างประเทศ เพราะมีลักษณะของความเป็นคนไทยที่เต็มไปด้วยกิจกรรมสันทนาการ การออกกำลังกายที่ช่วยดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ อาทิ เปียโน โยคะ ชี่กง ไทเก๊ก และร้องเพลง ทำให้ได้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

“หากมีกิจกรรมหลากหลายอย่างทำให้ผู้สูงวัยไม่เบื่อ มีความหลากหลาย ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้านร่างกายเช่น ออกำลังกาย ให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนใจ มีเจริญสติ ด้วยการวิปัสนา ทำสมาธิ โยคะ ชี่กง ไทชิ ไทยเก๊ก มีหลากหลาย ที่ช่วยทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรง เสริมซึ่งกันและกัน”

สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมใช้ชีวิตทำกิจกรรมกับคนวัยเดียวกัน จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ และอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูเยียวยาร่างกายและจิตใจ

“คนสูงวัยมีความต้องการอยู่กับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ชอบ พบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมกัน ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ ซึ่งแนวโน้มจะของสังคมผู้สูงวัย จะร่วมกลุ่มกันเป็นสังคมมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ร้องเพลง ออกกำลังกาย แลกเปลี่ยนความรู้ด้านสุขภาพ การดูแลตัวเอง จึงมีความสุขทั้งกายและใจ ซึ่งเทรนด์หมู่บ้านผู้สูงวัยจึงเริ่มเพิ่มมากขึ้น”เขาประเมินอนาคตหมู่บ้านผู้สูงวัยเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยที่มีมากขึ้น

ประทีปไม่ใช่เพียงเจ้าของผู้พัฒนาโครงการ แต่เขายังสนุกในการทำหน้าที่เป็นผู้แบ่งปันความรู้จากการออกกำลังกาย อาทิ ไทเก๊ก ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่โปรดปรานและได้ฝึกปรือวิชาทั้งไปเรียนจากอาจารย์ และศึกษาเพิ่มเติมตัวเองที่เพียงพอจะทำให้เขานำไปแบ่งปันกับสมาชิกในหมู่บ้าน

ผมเป็นสมาชิกในราชกรีฑามายาวนาน เป็นอาจารย์สอนไทเก๊ก อยู่ที่นั่น จึงพร้อมแบ่งปันให้คนในวัยเดียวกันได้มีสุขภาพดี มีอายุยืนยาว เป็นการช่วยทำให้ตัวเองสุขภาพดี และยังได้แบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สิ่งดีๆ ให้คนอื่น

สุดท้ายภายใต้แนวคิดปรัชญาของการมีชีวิตอยู่สำหรับประทีป หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจจนเป็นผู้นำแล้ว จุดสูงสุดคือการแบ่งปัน คุณค่าของการใช้ชีวิตทุกวันด้วยการมองโลกในด้านบวก

“เราต้องมองโลกในเชิงบวก ไม่ไปเศร้าหมองกับอดีต กังวลกับอนาคต ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ไปด่าว่าคนอื่นตำหนิติดเตียนใคร เป็นการเพิ่มศัตรูชีวิตก็มีทุกข์ ไม่มีความสุข และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันคนรอบข้าง ”

 

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง