หุ้นโรงไฟฟ้าหมดเสน่ห์หรือยัง ?

หุ้นโรงไฟฟ้าหมดเสน่ห์หรือยัง ?
3 มกราคม 2563
4,410

นับตั้งแต่เปิดศักราชปี 2562 ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับความผันผวนมาตลอดทั้งปี ท่ามกลางสารพัดปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ทำให้ดัชนีเหวี่ยงตัวขึ้นลงแรง

โดยปัจจัยต่างประเทศที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก คือ การเปิดฉากสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐ” กับ “จีน” ที่เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน และมีการตอบโต้ไปมาหลายระลอก สร้างความปั่นป่วนไปทั้งโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “สหรัฐ” กับ “จีน” เท่านั้น เพราะทุกวันนี้การค้าโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด ถือเป็นการเติมเชื้อไฟ ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วให้ชะลอลงอีก

ส่วนปัจจัยในประเทศหนีไม่พ้นเรื่อง “การเมือง” หลังมีการเลือกตั้งได้รัฐบาลชุดใหม่ ช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและภาคธุรกิจ หอบเม็ดเงินเข้ามาช้อปหุ้น หนุนหุ้นไทยพุ่งทำจุดสูงสุดของปีทะลุ 1,700 จุด เมื่อเดือน ก.ค.

แต่หลังจากนั้นดัชนีเริ่มย่อลงอีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ กระทบการส่งออกที่อดีตเคยเป็นพระเอกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก ในเมื่อความเสี่ยงยังมีอยู่รอบด้าน ตลาดจึงผันผวนหนัก และแน่นอนว่าไม่ใช่งานง่ายที่จะเฟ้นหุ้นเก็บเข้าพอร์ต

หุ้นบิ๊กแคปที่เคยเป็นขวัญใจนักลงทุน เคยช่วยประคองตลาด กลับโชว์ฟอร์มไม่ค่อยดี แต่ละกลุ่มมีปัจจัยถ่วงเฉพาะตัว อย่างหุ้นพลังงานถูกกดดันจากราคาน้ำมันขาลง ส่วนภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ประกอบกับดอกเบี้ยขาลง กระทบหุ้นกลุ่มธนาคาร

แต่ใช่ว่าจะแย่กันไปหมด เพราะมีอยู่ 1 กลุ่มที่โดดเด่นมาก คือ “หุ้นโรงไฟฟ้า” ราคาหุ้นหลายๆ บริษัทใส่เกียร์เดินหน้าทำนิวไฮเป็นว่าเล่น เพราะจัดเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี หรือ Defensive Stock ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวนหนัก เนื่องจากผลประกอบการไม่ได้อิงไปกับภาวะเศรษฐกิจ โดยจะมีรายได้เข้ามาแน่นอนตามสัญญาซื้อขายไฟ

หุ้นมาแรงที่สุดในกลุ่ม ต้องยกตำแหน่งให้ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ของมหาเศรษฐีหุ้นไทยคนล่าสุด “สารัชถ์ รัตนาวะดี” หลังราคาหุ้นขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 177 บาท เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2562 และปิดการซื้อขายปี 2562 ที่ราคา 166.00 บาท เพิ่มขึ้น 103.68% จากราคาปิดปี 2561 ที่ 81.50 บาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าใหม่และการเข้าซื้อกิจการ

ตัวอื่นๆ ก็ไม่ธรรมดา อย่างบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM อยู่ในช่วงขาขึ้นมาตลอดทั้งปีเช่นกัน โดยทำออลไทม์ไฮที่ 56 บาท เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2562 ก่อนปิดปี 52.50 บาท เพิ่มขึ้น 98.11% จากปีก่อนที่ 26.50 บาท, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC หุ้นโรงไฟฟ้าในกลุ่ม ปตท. ปีนี้มีปัจจัยบวกจากดีลแสนล้านซื้อหุ้น “โกลว์พลังงาน” ดันราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 93 บาท เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2562 และปิดการซื้อขายที่ 85.75 บาท เพิ่มขึ้น 64.52% จากปีก่อนที่ 52.12 บาท

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเริ่มมีแรงเทขายหุ้นโรงไฟฟ้าออกมาหลายระลอกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้น ? เรื่องนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า เป็นการขายทำกำไร ปรับพอร์ตของนักลงทุน หลังราคาหุ้นขึ้นแรงเหลือเกิน จนหลายตัวเต็มมูลค่าไปแล้ว

157798288638

ส่วนถามว่าหุ้นโรงไฟฟ้าหมดเสน่ห์หรือยัง ? ถ้าวัดกันที่ผลประกอบการเชื่อว่ายังไม่หมดเสน่ห์ เพราะหลายบริษัทมีโครงการใหม่ๆ ที่เตรียมจะขายไฟตามสัญญาที่เซ็นไว้ นอกจากนี้ ยังออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ ช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต เพราะหลายประเทศกำลังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เช่น เวียดนาม, ญี่ปุ่น รวมทั้งในตะวันออกกลาง

แต่ถ้าดูที่ราคาหุ้น ต้องยอมรับตามตรงว่าแพงเหลือเกิน จนเริ่มกังวลว่าจะเกิดฟองสบู่หรือไม่ ? ซึ่งเราคิดว่ายัง เนื่องจากหลายบริษัทมีผลประกอบการที่ดีรองรับ แรงขายช่วงปลายปีน่าจะเป็นการปรับฐานตามรอบมากกว่า ฟองสบู่ยังไม่แตก และมองว่าเป็นโอกาสที่ดีด้วยซ้ำ เพราะจะช่วยลดความร้อนแรงของราคาหุ้น 

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าจุดเด่นของหุ้นโรงไฟฟ้าที่เหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ คือ ผลประกอบการที่ไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งปันผลที่จูงใจ ถือเป็นเสน่ห์สำคัญที่จะช่วยดึงดูดนักลงทุนได้อยู่

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง