เด้งสลับย่อ

เด้งสลับย่อ
16 ธันวาคม 2562 | โดย บล.กรุงศรี
366

คาด SET Index แกว่งตัว 1,565 - 1,580 จุด แม้ตลาดจะยังอยู่ในภาวะ Risk on เข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงตอบรับสหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกซึ่งครอบคลุมถึงจีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

ตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์

SET Index ปรับตัวขึ้น +10.06 จุด (+0.64%) ปิดที่ระดับ 1,573 จุด มูลค่าการซื้อขาย 7.1 หมื่นล้านบาท ตามภาวะ Risk on หลังปธน.ทรัมป์อนุมัติหลักการข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐ-จีน ส่งผลให้มีแรงซื้อกลุ่ม Global play หนุนตลาด ได้แก่ PETRO, ENERG และ ETRON อย่างไรก็ตามมีแรงขายในกลุ่ม Defensive และ Diviend กดให้ดัชนีสลับอ่อนตัว ส่วนนักลงทุนต่างชาติพลิกเป็นขายสุทธิ 6,947 ล้านบาท แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 3,126 ล้านบาท และ Net Long TFEX 11,669 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้

เรามีมุมมองเป็นกลางคาด SET Index แกว่งตัว 1,565 -  1,580 จุด แม้ตลาดจะยังอยู่ในภาวะ Risk on เข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงตอบรับสหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกซึ่งครอบคลุมถึงจีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่สหรัฐไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนรอบใหม่และจะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 1.20 แสนล้านดอลลาร์ลงเหลือ 7.5% จากเดิมที่ระดับ 15% นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากนายบอริส จอห์นสันชนะการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษส่งผลให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับแผน Brexit มากขึ้นซึ่งเป็นบวกต่อทิศทางการลงทุน อย่างไรก็ตามการที่ดัชนีดีดตัวขึ้นตอบรับข่าวมาระดับนึงแล้ว ประกอบกับกระแส Fund flow ยังเป็นฝั่งขายสุทธิต่อเนื่อง รวมถึงสหรัฐกำลังพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า EU 100% ในหลายสินค้าเพื่อตอบโต้กรณีการให้เงินอุดหนุนบ.แอร์บัสของฝรั่งเศสซึ่งประเด็นกล่าวจะกดดันให้ดัชนีอ่อนตัวลง

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่ม Global Play: PTTEP, TOP, PTTGC, IVL, KCE, HANA อานิสงส์ข่าวจีน-สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก
  • กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้เข้าคำนวณ SET 50 (VGI) และ SET 100 (STPI, THG, TQM, VGI) รอบใหม่
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 4Q19 เติบโต ได้แก่ GPSC, CPF, ERW, TASCO, EPG , SAWAD, MTC, JMT, BCH, CHG

หุ้นแนะนำวันนี้

  • BCH (ปิด 17.4 ซื้อ เป้า IAA Consensus 20 บาท) กำไรสุทธิยังเติบโตดี ระยะสั้นยังมี story และ upside จากประเด็นการขอปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลจากกลุ่มลูกค้าประกันสังคม โดยปกติจะมีการเจรจาเพื่อปรับค่ารักษาพยาบาลกันทุก 2 ปี (BCH ปรับขึ้นราคาครั้งสุดท้าย เมื่อเดือน ก.ค.ปี 2017)
  • PTTEP (ปิด 123.5 ซื้อ/เป้า 135) ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบกลับมาฟื้นตัว และไม่มี Over hang จากประเด็นการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันมากวนใจ ขณะที่แนวโน้มงบ 4Q19 จะยังเด่นสุดของกลุ่ม PTT เพราะมีแรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากการรับรู้การผลิตจากแหล่งเมอร์ฟี่ที่ซื้อเข้ามาเต็มไตรมาส

บทวิเคราะห์วันนี้

Macro Strategy (Fund flows สิ้นปีช่วยประคองตลาด)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) จีน-สหรัฐ บรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก และเตรียมเดินหน้าเจรจาเฟสสองต่อไป: เมื่อวันศุกร์จีนและสหรัฐประกาศบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติข้อพิพาทการค้าเฟสแรกโดย 1) สหรัฐระงับการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 1.6 แสนล้านเหรียญฯ ในวันที่ 15 ธ.ค., 2) สหรัฐจะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 1.20 แสนล้านดอลลาร์ลงเหลือ 7.5% จากเดิมเก็บที่อัตรา 15% มีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังการลงนามในข้อตกลง ส่วนจีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐหลายพันล้านดอลลาร์ และจะลดอัตราภาษีที่เคยเรียกเก็บจากสหรัฐในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามสหรัฐยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านฯในอัตรา 25% ตามเดิม
  • (+) น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้นแตะระดับ 60 $/bbl ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้น 89 เซนต์ (1.5%) ปิดที่ 60.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนตอบรับข่าวจีนและสหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก และมีความคาดหวังเชิงบวกว่าอังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบมีดีล (ประนีประนอม) หลังจากพรรคอนุรักษ์นิยมของนายบอริส จอห์นสัน ชนะการเลือกตั้งและได้เสียงข้างมากในสภา นอกจากนี้ตลาดยังได้แรงหนุนเป็นทุนเดิมจากการที่กลุ่ม OPEC+ มีมติลดกำลังการผลิตเพิ่มอีก 500,000 บาร์เรลต่อวัน รวมเป็น 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นบวกต่อกลุ่มธุรกิจน้ำมัน นำโดย PTTEP และ กลุ่มโรงกลั่น
  • (+/-) ปัจจัยที่ต้องติดตาม – ตลาดประกาศรายชื่อหุ้นเข้า/ออก SET50/100, สปส.พิจารณาปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาล และ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่: สัปดาห์นี้มีปัจจัยที่ต้องติดตามหลายประเด็นโดยช่วงต้นสัปดาห์ส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยภายใน อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ประกาศรายชื่อหุ้นเข้า/ออก SET50/100, 17 ธ.ค. สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประชุมพิจารณาปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลให้กับกลุ่มลูกค้าประกันสังคมหากมีการปรับขึ้นจริงจะเป็นบวกโดยตรงต่อกลุ่มโรงพยาบาลโดยเฉพาะ CHG, BCH และ RJH, 18 ธ.ค. ติดตามผลการประชุม กนง. และติดตามศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ซึ่งจะมีผลต่ออุณหภูมิการเมืองในช่วงปลายปีถึงปลายปีหน้า และ ช่วงท้ายสัปดาห์จะเป็นปัจจัยในต่างประเทศ อาทิ 19 ธ.ค.ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินญี่ปุ่นและอังกฤษ (BoJ & BOE meeting) และ 20 ธ.ค.สหรัฐประกาศ GDP ไตรมาส 3/19 เป็นครั้งสุดท้าย
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง