ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจ

ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ เทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจ
14 ธันวาคม 2562 | โดย มุทิตา อริยะวุฒิกุล, พัชรี พันธุ์พงศ์พิพัฒน์ | คอลัมน์ แจงสี่เบี้ย
990

คนไทยมีแนวโน้มออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง โดยตราสารหนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในปริมาณมาก จากการที่ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพต่างประเทศของไทย เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า บทความนี้จะเล่าให้ผู้อ่านทราบถึงกระแสเงินทุนในอีกด้านหนึ่ง คือ การออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของคนไทย ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่องและมีส่วนช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้ในระดับหนึ่ง

โดยผู้เขียนจะใช้ฐานข้อมูลยอดคงค้างของการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทย (Portfolio Investment Aboard: PIA) ที่จัดเก็บโดย ธปท. ซึ่งครอบคลุมกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF) กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นิติบุคคลไทยที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ผู้ลงทุนสถาบันอื่นๆ บุคคลธรรมดาที่ลงทุนผ่านนายหน้า (Broker) รวมถึงนักลงทุนสถาบันที่บริหารเงินออม(Contractual Saving Institutions) ซึ่งประกอบด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนประกันสังคม

  • คนไทยลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยนิยมตราสารหนี้มากที่สุด

จากข้อมูลพบว่า คนไทยมีแนวโน้มออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลยอดคงค้าง ณ สิ้นเดือน ก.ย.2562 สูงถึง 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 15% ต่อ GDP หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเทียบกับยอดคงค้าง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2558

เมื่อวิเคราะห์ "ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน" พบว่าตราสารหนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยมียอดคงค้างเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยการฝากเงินในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit: FCD) ในต่างประเทศ (19,000 ล้านดอลลาร์) และการลงทุนผ่านหน่วยลงทุนในต่างประเทศ (18,000 ล้านดอลลาร์) ตามลำดับ

โดยการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากสิ้นปี 2558 เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยอยู่ในระดับต่ำ

157625344350

ขณะเดียวกันคนไทยมีการโยกย้ายเงินลงทุนตามสถานการณ์ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลกเช่นกัน โดยในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนจากการกีดกันทางการค้า รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนในตราสารหนี้ปรับลดลงจากปี 2560 และย้ายเงินลงทุนมาพักไว้ใน FCD ในต่างประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน และล่าสุดในปี 2562 FCD ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากการที่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบางแห่งออกไปลงทุนใน FCD ในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 3 รูปแบบข้างต้นคิดเป็น 95% ของยอดคงค้างการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศทั้งหมดในปัจจุบัน ขณะที่ตราสารทุนไม่ได้รับความนิยมนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปลงทุนในตราสารทุนโดยตรง แต่นิยมลงทุนผ่านหน่วยลงทุนต่างประเทศที่มีการบริหารจัดการโดยผู้บริหารกองทุนในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง เพราะเชื่อว่าผู้บริหารกองทุนในต่างประเทศมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการลงทุนที่ดีกว่า และจะลงทุนตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้

  • ครึ่งหนึ่งของการลงทุนกระจุกอยู่ใน ประเทศ

เมื่อวิเคราะห์ "ประเภทผู้ลงทุน" พบว่า FIF จัดเป็นผู้เล่นสำคัญในการออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ คิดเป็น 73% ของการลงทุนทั้งหมด เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะลงทุนผ่าน FIF เป็นหลัก ตามมาด้วยบริษัทประกัน (15%) และ contractual saving institutions (5%) ตามลำดับ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประเทศที่นักลงทุนไทยนิยมออกไปลงทุน พบว่าเงินลงทุนกว่า 38,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศกระจุกอยู่ใน ประเทศหลัก ได้แก่ (1)กาตาร์ (2)ลักเซมเบิร์ก (3)ฮ่องกง (4)สหรัฐ และ (5)จีน โดยคนไทยนิยมลงทุน FCD ในกาตาร์และฮ่องกง ตราสารหนี้ในจีน และลงทุนในหน่วยลงทุนของสหรัฐฯ และลักเซมเบิร์กเป็นหลัก เนื่องจากทั้ง ประเทศเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมอยู่มาก

  • ธปท.ปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย.2562 ธปท.ได้ประกาศปรับกฎเกณฑ์เพื่อส่งเสริมการออกไปลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ได้แก่ 

(1) การเปิดเสรีให้นักลงทุนไทยรายย่อยออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เองภายในวงเงินไม่เกิน แสนดอลลาร์/ปี จากเดิมที่ต้องลงทุนผ่านตัวกลางในประเทศ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือต้องเป็นนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงตามเกณฑ์ที่กำหนด (Qualified Investor) และ

(2) เพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่จัดสรรให้นักลงทุนสถาบัน ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนรายย่อยที่ลงทุนผ่านตัวกลาง เป็น 1.5 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 1 แสนล้านดอลลาร์

157625361114

การผ่อนคลายข้างต้นนอกจากจะช่วยปรับสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายให้มีฝั่งไหลออกมากขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทแล้ว ยังช่วยให้คนไทยมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มเติม สามารถบริหารความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจต่างประเทศ ส่งผลให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมที่เน้นลงทุนในประเทศ

ดังนั้น การสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศระยะต่อไปอาจทำได้โดย การส่งเสริมความรู้ทางการเงิน อาทิ การฝากเงินใน FCD การลงทุนผ่าน FIF ไปจนถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีความเชี่ยวชาญ สามารถประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ดีขึ้น ทั้งความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงของประเทศที่ไปลงทุน ซึ่งจะทำให้การออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพในระยะยาว 

รวมถึงในระยะต่อไป ธปท.จะผ่อนคลายเกณฑ์การออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการของคนไทยที่มีแนวโน้มออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน

[บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย]

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง