'LINE' สร้างลู่วิ่งสตาร์ทอัพ หวังปั้นสู่ยูนิคอร์นรายแรกของไทย

'LINE' สร้างลู่วิ่งสตาร์ทอัพ หวังปั้นสู่ยูนิคอร์นรายแรกของไทย
5 ธันวาคม 2562 | โดย ชญานิษฐ์ นกแก้ว
347

ไลน์ (ประเทศไทย)จัด Demo Day อวด 6 สตาร์ทอัพโครงการสเกลอัพปั้นฝันก้าวสู่ยูนิคอร์นไทย หลังติวเข้มข้นต่อเนื่อง 4 เดือนเต็มทั้งในรูปแบบการอบรมเวิร์คชอปและดูงานสตาร์ทอัพยูนิคอร์นในเกาหลีใต้ เติมเต็มทักษะความรู้ทั้งการดําเนินธุรกิจการใช้เทคฯขั้นสูง

สตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีมจาก 100 ทีมที่ ผ่านการคัดเลือก ได้แก่ ChocoCRM. Claimdi, Finnomena, Gowabi, Seekster และ Tellscore จะได้รับการบ่มเพาะด้วยความรู้ คําแนะนําและประสบการณ์ต่างๆโดย Line Ventures ที่จัดเตรียมเงินสนับสนุนสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์

เร่งสร้างนักรบเศรษฐกิจดิจิทัล

เจเดน คัง รองประธานกรรมการฝ่ายกลยุทธ์ไลน์ประเทศไทย กล่าวว่า จากการสํารวจเปรียบเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนามโดยใช้ 3 ประเด็นทีเป็นคีย์หลักสัมภาษณ์ 20 สตาร์ทอัพของแต่ละประเทศพบว่าเงินทุนของไทยด้อยกว่าประเทศอื่นๆ อีกทั้งการระดมทุนและผู้ที่มีความสามารถพิเศษในเครือข่ายสตาร์ทอัพเองนั้นยังถือว่าน้อยมาก เหตุผลหลักที่ทําให้ประเทศไทยขาดบุคคลเหล่านี้มาสนับสนุนสตาร์ทอัพเพราะว่าบริษัทใหญ่ๆ ดึงผู้มีศักยภาพเหล่านั้นไป ถ้าเปรียบเทียบจากจีดีพีพบว่าไทยท็อป 5 ที่บริษัทเอกชนรายใหญ่ให้การสนับสนุนบุคลากรใส่วนนี้ถึง 24%

วงการสตาร์ทอัพประเทศไทยเผชิญข้อจํากัด 3 เรื่องมาโดยตลอด คือ 1.บุคลากรที่มีศักยภาพเชิงเทคสตาร์ทอัพมีจํานวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน 2.แรงขับเคลื่อนด้านเงินทุน (Funding) ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสนับสนุนความรู้ทางการตลาด รวมถึงไอเดียในการต่อยอดธุรกิจเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง และ3.ระบบสนับสนุนที่แบ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล การให้คําปรึกษาและการปฏิบัติงานจึงทําให้สตาร์ทอัพหลายรายไม่สามารถดําเนินธุรกิจในระยะยาว

หากมองภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย (Thai digital economy) มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เพียง 3% แต่ด้วยมูลค่าที่มากถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และใน ปี 2068 คาดว่าจะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ทําให้เศรษฐกิจดิจิทัลในไทยมีมูลค่าขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซียแต่ขณะเดียวกันสตาร์ทอัพไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และ“ล้าหลัง” ทั้งด้านจํานวนและการลงทุน รวมไปถึงด้านการเติบโตเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม

157546556640


ตลาดประเทศไทยมีศักยภาพมากแต่สตาร์ทอัพในไทยมีจํานวนน้อยมากเช่นกัน เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและเวียดนามอีกทั้งเติบโตช้าทั้งทางธุรกิจและเงินทุนโดยพบว่าในปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนใน
สตาร์ทอัพไทยเพียง 88 ล้านดอลลาร์ และ ปี 2562 จะอยู่ที่ 110 ล้านดอลลาร์ แม้จํานวนเงินทุนแตกต่างกันไม่มากแต่สตาร์ทอัพไทยยังล้าหลังอยู่มาก

อัดฉีด 20 ล้านเหรียญบ่มเพาะ

เจเดน กล่าวเสริมว่า โครงการ Line ScaleUp 2019 ปีที่ 2 เกิดขึ้นด้วยเป้าหมายสําคัญที่ต้องการส่งเสริม และผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยสามารถพัฒนาและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายของการเป็นยูนิคอร์นได้สําเร็จ พร้อมเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย

นอกจากนี้โครงการฯยังจะเป็นช่องทางให้นักลงทุนทั่วโลกลดเวลาในการมองหาสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในไทย จึงนับว่าเป็นการสนับสนุนที่ไม่ใช่เพียงเม็ดเงินลงทุน แต่ยังเปี่ยมไปด้วยองค์ความรู้ เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆภายใต้แพลตฟอร์มไลน์ที่ช่วยให้สตาร์ทอัพนําธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไลน์มีฐานสมาชิก ผู้ใช้งานอยู่กว่า 44 ล้านรายในประเทศไทย มีการใช้งานบนแพลตฟอร์มไลน์กว่า 63 นาทีต่อวันเพื่อต่อยอดไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้

สําหรับการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง 6 ทีมแบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1.ความร่วมมือด้านธุรกิจ (Business Solution) โดยเปิดช่องทางมินิแอพบนไลน์ให้กับ Seekster และ Finnomena ให้ผู้ใช้ไลน์สามารถเข้าถึงและเข้าใช้บริการของทั้ง 2 สตาร์ทอัพอย่างเต็มรูปแบบได้ทันที 2.ความร่วมมือด้านพันธมิตรอย่างเป็นทางการ (Strategic Partnership) โดยเปิดให้ Finnomena และ Claimdi สามารถส่งคอนเทนท์เพื่อเผยแพร่บน Line Today และ Line TV อีกทั้งในเร็วๆ นี้ลูกค้า Seekster สามารถใช้บริการผ่าน Line Man ได้ด้วย 3.ความร่วมมือแบบบูรณาการเชิงลึก (Deep Integration) Choco CRM, Tellscore และ Gowabi สามารถต่อยอดการพัฒนา บริการในเชิงลึกผ่านLine API ให้ผู้ใช้ได้เข้า ใช้งานบริการผ่าน Line ได้อย่างครบวงจร เพื่อดําเนินธุรกิจให้เติบโตและขยายสเกล ยกระดับไปสู่ลูกค้าในวงกว้าง

157546559398

ทั้งนี้ทั้ง 6 ทีมมีศักยภาพก้าวสู่ยูนิคอร์นตัวแรกของไทยและในอนาคตอาจจะมีการเจรจาถึงส่วนแบ่งรายได้ หรือ Revenue sharing โดยวางโมเดลรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการด้วยกัน

“ดีฟเทค-บิ๊กดาต้า” หัวใจสําคัญ

ส่วนโครงการฯ ปีหน้าจะยังคงมุ่งผลักดันด้านบุคลากรและเงินทุนเพื่อสร้างรากฐานให้สตาร์ทอัพไทยมีประสิทธิภาพ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการนําเทคโนโลยีและเครือข่ายทางธุรกิจที่มีมาช่วยยกระดับในการพัฒนาธุรกิจของสตาร์ทอัพ และธุรกิจของประเทศโดยมีแพลนที่จะทํา 2 แบบ คือ Line Scale Up Batch 2 โฟกัสที่สตาร์ทอัพไทยให้มีศักยภาพมากขึ้นและ Line Scale Up X จะโฟกัสสตาร์ทอัพต่างชาติที่ต้องการจะขยายตลาดในประเทศไทย

“เราต้องการดึงสตาร์ทอัพต่างชาติเข้ามายังประเทศไทยเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ต่างๆ สิ่งที่ไลน์มองไว้สําหรับปีหน้าคือการเปิดกว้างแต่จะเน้นในเชิงของ B2C และให้ความสนใจในด้านเอไอ บิ๊กดาต้า ดีฟเทคโดยเชื่อว่าสตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อจีดีพีประเทศให้เติบโตขึ้นถึง 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเจเดน กล่าว

  • 1/3
  • 2/3
  • 3/3
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง