ติดเครื่องท้าชนงานรัฐ เกมชนะ 'เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์'

ติดเครื่องท้าชนงานรัฐ เกมชนะ 'เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์'
24 พฤศจิกายน 2562 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
410

โครง EEC เครื่องยนต์ผลักดัน 'อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง' เมืองพัทยา 'คึกคัก' อีก 5 ปี 'จุดขาย' หุ้นไอพีโอน้องใหม่ 'เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์' ระดมทุนตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ 29 พ.ย.นี้ 'เอกชัย ชัยตระกูลทอง' หุ้นใหญ่ โชว์พันธกิจขยายโรงงาน&สินค้ามาร์จินสูง

โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กำลังส่งผลดีต่อหุ้นไอพีโอน้องใหม่ที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 148 ล้านหุ้น เข้าซื้อขายวันแรก (เทรด) ในวันที่  29 พ.ย.นี้ ราคาหุ้นละ 1.00 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท  ได้เม็ดเงินระดมทุนรวม  141.30 ล้านบาท  

'เอกชัย ชัยตระกูลทอง' กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ หรือ STC ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต และความ 'โดดเด่น' จากการเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจคอนกรีตในเมืองพัทยา บอกสตอรี่ใหม่ผลักดันฐานะการงเงินกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ว่า  

ที่ผ่านมา 'อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง' ในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไม่เคยหลับใหล ! เพียงแต่อัตราการเติบโต 'ไม่หวือหวา' มากนัก หลักๆ เป็นการลงทุนในส่วนของ 'ภาคเอกชน' สะท้อนผ่านสัดส่วนรายได้เอกชนสูงถึงระดับ 70% และภาครัฐ 30% 

ทว่า นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไปอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในเมืองพัทยาได้รับ 'ปัจจัยบวก' จากการลงทุนครั้งใหญ่ของไทย ผ่านโครงการ EEC ส่งผลให้พื้นที่ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง มีแนวโน้มการเติบโตในแง่การลงทุน 'ระดับสูง' อีกครั้ง !      

ปัจจุบัน 'เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์' แบ่งผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท คือ 1.ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 70% ซึ่งบริษัทผลิตและจำหน่ายคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงานก่อสร้างอาคารแนวราบและแนวสูง รวมถึงงานโครงสร้างและงานฐานรากต่างๆ (Foundation and Structure) งานปรับปรุงพื้นที่และภูมิทัศน์ (Landscape Construction) เช่น งานกำแพงกั้นดินและงานรั้ว เป็นต้น และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ต่างๆ เช่น ระบบระบายน้ำ เป็นต้น 

2.ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mixed Concrete) คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30% ซึ่งบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จตามคำสั่งของลูกค้า ซึ่งแต่ละสูตรการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จแตกต่างกันตามการใช้งาน บริษัทจึงต้องศึกษาและพัฒนาปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอายุใช้งานจำกัด ทำให้การบริการขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถคอนกรีตมิกซ์เซอร์จะทำได้แค่รัศมีไม่เกิดระยะเวลา 2 ชั่งโมง หรือราว 20 ถึง 25 กิโลเมตร  

และ 3.การให้บริการที่เกี่ยวข้อง (Related Service) โดยบริษัทยังมีการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ให้บริการตอกเสาเข็ม บริการบั๊มคอนกรีตขึ้นที่สูง หรือบริเวณที่รถคอนกรีตมิกซ์เซอร์เข้าไม่ถึง เป็นต้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร (One Stop Shop) 

เมื่อเมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี กำลังเนื้อหอมที่บรรดาผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนผ่านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับโครงการ EEC ถือเป็น 'โอกาสทอง' ของ STC กลับมาเติบโตหวือหวาอีกครา ! และมองว่าอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง 'คึกคัก' ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปีข้างหน้า (2562-2566) สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทที่คาดว่าอีก 2 ปี (2563-2564) รายได้บริษัทจะทำ 'จุดสูงสุด' (New High) ที่ระดับ 400 กว่าล้านบาทอีกครั้ง    

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการเติบโตทั้งด้านรายได้และกำไรที่โดนเด่น ตามนโยบายการลงทุนในโครงการ EEC เริ่มชัดเจนมากขึ้น ซึ่งบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ขณะที่ STC ขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับดีมานด์จากงานของภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อสอดรับกับนโยบาย EEC ไว้เรียบร้อยแล้ว 

สอดคล้องกับเงินระดมทุนหลังจากนำไปชำระคืนหนี้เงินกู้สถาบันการเงินแล้ว ที่เหลือบริษัทจะนำมาเป็นเงินหมุนเวียนเพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมงานก่อสร้าง งานระบบระบายน้ำ งานนิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียงในเขตภาคตะวันออกที่กำลังขยายตัว

เขา บอกต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงงาน 4 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองพัทยา ทำให้บริษัทได้เปรียบทางธุรกิจในเรื่องของระยะทางขนส่ง และต้นทุนการแข่งขันที่สามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าคู่แข่งมาก ประกอบกับ 'แบรนด์ STC' ได้รับการยอมรับและความน่าเชื่อถือจากลูกค้ามานานกว่า 30 ปี จึงสนับสนุนให้ STC มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา และด้วยการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการผลิตท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักขนาดใหญ่ ซึ่งหาคู่แข่งได้น้อยราย ทำให้สามารถสร้าง 'อัตรากำไร' ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต

ทั้งนี้ ช่วงปลายปี 2561 บริษัทมีการลงทุนขยายโรงงานใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับ 'ความต้องการ' (ดีมานด์) จากงานภาครัฐ และเอกชนในโครงการ EEC โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 236,250 คิวคอนกรีต แบ่งเป็น กำลังการผลิตรวมสำหรับผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป ประมาณ 111,450 คิวคอนกรีต และกำลังการผลิตสำหรับคอนกรีตผสมเสร็จประมาณ 124,800 คิวคอนกรีต 

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนในระยะ 3 เพื่อขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต  คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 120 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และเครื่องจักร โดยจะมีกำลังการผลิตประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าจะเริ่มลงทุนในปี 2564 คาดว่าเงินลงทุนจะมาจากเงินทุนหมุนเวียนของกิจการในอนาคต 

สำหรับ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับโครงการ EEC อย่าง 'โครงการถนนรองรับ EEC' เช่น โครงการปรับปรุงทางหลวงและโครงข่ายถนนสายรองในพื้นที่รอบๆ อู่ตะเภา , นาบตาพุด และถนนเลียบชายฝั่งทะเลระยอง-ชลบุรี เพื่อเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ EEC ซึ่งวงเงินลงทุนในปี 2562 มูลค่ากว่า 18,490 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป เช่น ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพัก เป็นต้น   

'โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี' ซึ่งมีการแบ่งระยะเวลาการก่อสร้างเป็นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 5 ปี และโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและติดตั้งอุปกรณ์อีก 3 ปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดใช้งานได้ภายในปี 2568 ปัจจุบันบริษัทมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต ได้แก่ ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพัก เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ เป็นต้น 

'โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน' แบบไร้รอยต่อที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟกว่า 160 กิโลเมตร รวมจะใช้ระยะเวลาในการออกแบบและก่อสร้างประมาณ 5 ปี ซึ่งคาดว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์กว่า 8 ล้านคิว ถือว่าเป็นโครงการเป้าหมายของบริษัท 

'โครงการพัฒนาเมืองใหม่และการท่องเที่ยว 4 แห่ง' ได้แก่ ฉะเชิงเทรา พัทยา อู่ตะเภา และระยอง เพื่อที่จะเป็นมหานครแห่งใหม่ ซึ่งบริษัทมีความสามารถเพียงพอที่จะให้บริการในส่วนของการจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักน้ำ และแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ 

และ 'ภาครัฐยังมีนโยบายการส่งเสริมการลงทุน' (BOI) ซึ่งจะทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

'เราได้ลงทุนขยายโรงงานใหม่ที่นาวัง เฟส 2 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเตรียมพร้อมรับดีมานด์จากงานภาครัฐบาลและเอกชน ในโครงการ EEC ที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเขตพื้นที่เมืองพัทยา และพื้นที่ใกล้เคียงที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์จากบริษัทเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน'

สะท้อนผ่านผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562 'กำไรสุทธิ' 9.06 ล้านบาท เติบโต 271.53% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนปี 2562 เติบโตกว่าปี 2561 ทั้งปีไปแล้ว โดยมีรายได้รวม 303.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.12% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 273.09 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 17.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221.39%เนื่องจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐ สนับสนุนให้รายได้จากผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปประเภทท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก และบ่อพักน้ำ โดยเฉพาะสินค้าท่อระบายน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง ได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้น

อีกหนึ่ง 'จุดขาย' ของบริษัทคือ หันมาเน้นผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 'ตามคำสั่ง' ของลูกค้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ 'มาร์จิน' ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น โดยบริษัทเริ่มดำเนินการผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งของลูกค้าตั้งแต่โรงงานใหม่เสร็จเมื่อช่วงปลายปีก่อน ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนรายได้เข้ามาประมาณ 30% 

'ความตั้งใจอยากเพิ่มสัดส่วนรายได้ผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งของลูกค้ามากขึ้น เพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้นได้ ประกอบกับคู่แข่งมีน้อยรายที่สามารถทำได้ และคาดว่าอนาคตผู้รับเหมาจะไม่ทำผลิตภัณฑ์หน้างาน เพราะต้องการหนีเรื่องแรงงาน'

สำหรับ 'จุดแข็ง' ของ STC คือ บริษัทมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และพันธมิตรที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยบริษัทโดดเด่นในเรื่องผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่มีสินค้าหลากหลายที่สุด และได้อานิสงส์จากงานโครงการในเมืองพัทยา และการขับเคลื่อนโครงการในภาคตะวันออก หรือ EEC ที่เริ่มมีการขยับตัวอย่างชัดเจนมา 2 ปีแล้ว

ท้ายสุด 'เอกชัย' ทิ้งท้ายไว้ว่า เราวางเป้าหมายหุ้น STC เป็นอีกหุ้น Growth Stock ที่ได้อานิสงส์จากโครงการ EEC และเป็น Dividend Stock ที่มีนโยบายการจ่ายปันผล ในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคล  

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: