'ป๋านัส-ป๋าต้น' เชียร์แขกวิคตอเรียฯอ่วม อุทธรณ์เพิ่มโทษค้ามนุษย์-ค้าประเวณี 120 ปี

'ป๋านัส-ป๋าต้น' เชียร์แขกวิคตอเรียฯอ่วม อุทธรณ์เพิ่มโทษค้ามนุษย์-ค้าประเวณี 120 ปี

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้โทษรายกระทงสูงสุด 10 ปี จากเดิมสูงสุด 5 ปี ผิดหลายข้อหาเจอ 120 ปี รับโทษสูงสุดตามกม. 50 ปี ชี้พฤติการณ์ผิดศีลธรรม ไม่ควรลงโทษสถานเบารอลงอาญา ชดใช้ 2 สาวเมียนมา 1.6 แสน ป๋านัสเครียดถึงกับกุมขมับ

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 62 ที่ห้องพิจารณา 716 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์สถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท คดีหมายเลขดำ คม.242561 ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายมนัส หรือ ป๋านัส อ่วมทับ อายุ 49 ปี และ นายสมชาย หรือ ป๋าต้น แสงอุดม อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยบังคับขู่เข็ญ, เป็นธุระจัดหา ชักพาไปหญิงสาวอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งอัยการ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 61

พฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างต้นเดือน ธ.ค. 60 - วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด - 12 ม.ค.61 ต่อเนื่องกัน พวกจำเลยได้สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำผิดฐานค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี ซึ่งได้วางแผน-แบ่งหน้าที่กันทำ เป็นธุระจัดหา ชักพาไปหญิงสาว สัญชาติเมียนมา และสัญชาติไทย รวม 9 คน ซึ่งมีอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี ให้มาค้าประเวณี ที่สถานอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท ถ.พระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ โดยมีจำเลยทั้งสองรับหน้าที่เป็นพนักงานเชียร์แขก เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น มี น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจใน หจก.อมรินทร์ ออนเซน จัดทำประวัติของพนักงานก่อนเริ่มเข้าทำงานในสถานบริการ ซึ่งเดิมทั้งสองถือฟ้องร่วมกับ นายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือ ป๋าติ๊ก แจ้งฉาย อายุ 67 ปี ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวด กับพวกรวม 9 คน เมื่อเดือน เม.ย.61 แต่ชั้นพิจารณามีเฉพาะ นายมนัส หรือ ป๋านัส และ นายสมชาย หรือ ป๋าต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วน นายศรัทธาธรรม หรือ ป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ กับพวกจำเลยที่เหลืออีก 7 ราย ให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดีจึงแยกสำนวนฟ้อง

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ก.ย.61 เห็นว่า นายมนัส หรือ ป๋านัส และ นายสมชาย หรือ ป๋าต้น มีความผิดฐานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหาฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 282 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 11 วรรคสอง และฐานสมคบทำผิดค้ามนุษย์แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีฯ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง วรรคสอง จำคุก คนละ 46 ปี โดยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้ 22 ปี 12 เดือนโดยคดีนี้ทั้งอัยการโจทก์ และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่ง นายมนัส หรือ ป๋านัส และ นายสมชาย หรือ ป๋าต้น ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษด้วย ขณะที่วันนี้ ศาลได้เบิกตัวทั้งสอง มาเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ในข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยทั้ง 2 ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการ สถานค้าบริการประเวณีฯ ซึ่งมีบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จำคุก 2 ปี 6 เดือน นั้นความผิดในส่วนนี้คู่ความไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีส่วนนี้จึงถึงที่สุดแล้วส่วนที่จำเลยทั้ง 2 อุทธรณ์ว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันคดีของนายศรัทธาธรรม หรือ ป๋าติ๊ก ซึ่งเป็นผู้จัดการสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท กับพวกรวม 7 คน ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ได้ยื่นฟ้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเป็น คดีหมายเลขแดง คม. 532561 (คดีหมายเลขดำ คม. 262561) ที่เรียกว่าเหตุลักษณะคดี (เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วมีผลถึงจำเลยคนอื่นด้วย) โดยเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 ในข้อหาสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำความผิดค้ามนุษย์ด้วยการค้าประเวณี โดยลงโทษเฉพาะข้อหาเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ เพื่อสนองความใคร่และค้าประเวณี คดีของจำเลยทั้ง 2 จึงต้องยกฟ้องในข้อหาดังกล่าวด้วย


ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการจะพิจารณานั้นก็ต้องดูรูปเรื่องทั้งหมด ซึ่งคดีของจำเลยทั้ง 2 อัยการโจทก์ก็ได้บรรยายพฤติการณ์ฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานจนฟังได้ว่า ร่วมกันกระทำผิดฐานโดยสมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ สนองความใคร่ผู้อื่น และที่จำเลยทั้ง2 อุทธรณ์ขอให้พิจารณาลงโทษสถานเบาหรือรอลงโทษนั้นศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 2 ที่โจทก์ฟ้องนั้นได้กระทำผิดต่อบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จากการค้าประเวณี อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่อุกอาจ ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 จึงฟังไม่ขึ้น โดยอุทธรณ์ของอัยการโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษรายกระทงเป็น 2-10 ปี (จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กระทงละ 2-5 ปี) โดยข้อหาที่โทษหนักที่สุดคือสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหา บุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จำคุก 7 กระทงๆ ละ 10 ปี เป็นจำคุก 70 ปี โดยรวมกับโทษ ฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลให้ค้าประเวณีโดยขู่เข็ญฯ และข้อหาอื่นอีกหลายกระทง รวมจำคุก นายมนัส หรือ ป๋านัส และ นายสมชาย หรือ ป๋าต้น ทั้งสิ้น 120 ปี จำเลยรับสารภาพเหลือโทษจำคุก 60 ปี โดยรวมกับที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ดูแลสถานค้าประเวณีฯ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 62 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วให้จำคุกสูงสุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 เป็นจำคุกคนละ 50 ปี และพิพากษาให้จำเลยทั้งสอง ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย 2 ราย สัญชาติเมียนมา คนละ 80,000 บาท รวม 1.6 แสนบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง 21 เม.ย. 61 (เดินศาลชั้นต้นยกคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน) นอกจากที่แก้ให้เป็นตามศาลชั้นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายหลังศาลอ่านคิดพิพากษาที่โทษสูงขึ้น นายมนัสถึงกับยกมือขึ้นลูบหน้า และกุมขมับ ซึ่งมีหน้าตาเคร่งเครียดเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีกล่าวหาค้ามนุษย์จากการค้าประเวณีเด็กหญิงอายุไม่เกิน 18 ปี ในสถานอาบอบยวดวิคตอเรีย ซีเครท นั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว 2 สำนวน คดีหมายเลขดำ คม.252561 เมื่อวันที่ 27 ส.ค.61 ให้จำคุก นายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือ ป๋าติ๊ก อายุ 68 ปี ผู้จัดการสถานบริการ และ นายบุญทรัพย์ อมรรัตนาศิริ หรือ ป๋ากบ อายุ 56 ปี คน 3 คนละ 3 ปี 4 เดือนฐานเป็นธุระจัดหาฯ และเป็นผู้ดูแล-ผู้จัดการสถานที่ค้าประเวณี, จำคุก น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจใน หจก.อมรินทร์ ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตดำเนินกิจการ เป็นเวลา 8 เดือน และ นายเดชา สิงห์สาครเดชา หรือ หนู ที่ขับรถกระบะพาเด็กสาวผู้เสียหายที่ถูกส่งตัวจาก กทม.ไป อ.สะเดา จ.สงขลา ไปค้าประเวณียังประเทศมาเลเซีย และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติจำคุก 6 ปี เหตุเกิดระหว่างเดือน ก.ค.57 - 13 ม.ค.60

คดีหมายเลขดำคม 262561 พิพากษา ให้จำคุก นายศรัทธาธรรม หรือ ป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ จำเลยที่ 1 นายบุญทรัพย์ หรือ ป๋ากบ ที่ 2 นายชัยณรงค์ อันสุข หรือ ป๋าสง่า อายุ 55 ปี ที่ 3 นายเอกณพัชร์ จารุวัฒน์ปฐมกุล หรือ พี่ป๊อป อายุ 30 ปี จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก ฐานเป็นธุระจัดหาฯ คนละ 15 ปี 12 เดือน น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน ที่ 6 จำคุก 7 ปี 6 เดือน เหตุเกิดระหว่างต้นเดือน ธ.ค.60 - 12 ม.ค.61 เด็กผู้เสียหายเมียมา-ไทย รวม 9 คน โดยทั้ง 2 สำนวนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาค้ามนุษย์โดยแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในการค้าประเวณี เพราะพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังให้ลงโทษ ขณะที่จำเลยที่ถูกตัดสินโทษจำคุกนั้น ก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางโดยส่วนของ นายศรัทธาธรรม หรือ ป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ และ นายบุญทรัพย์ หรือ ป๋ากบ เมื่อรวมโทษจำคุก 2 สำนวนแล้วเป็นเวลาทั้งสิ้น 18 ปี 16 เดือน ขณะที่ น.ส.ศศิธรหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตสถานบริการนั้น ก็จำคุกทั้งสิ้น 7 ปี 14 เดือน ซึ่งคดีทั้งอัยการโจทก์ และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ส่วน นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ หรือ เสี่ยกำพลเจ้าของสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท ที่อัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์สั่งฟ้องร่วมทำผิดด้วยนั้น ปัจจุบันยังติดตามตัวมายื่นฟ้องไม่ได้ ซึ่งคาดว่าจะหลบหนีคดี โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอศาลออกหมายจับไว้แล้วซึ่งมีอายุความการติดตามตัวมาฟ้องภายใน 20 ปี