ยอดขายวันคนโสดทุบสถิติตอกย้ำเทรนด์อีคอมเมิร์ซโลก

ยอดขายวันคนโสดทุบสถิติตอกย้ำเทรนด์อีคอมเมิร์ซโลก
12 พฤศจิกายน 2562
971

ปิดฉากไปแล้วสำหรับเทศกาลชอปปิงวันคนโสด11.11 ปี2562 และประสบความสำเร็จในการทำยอดขายทุบสถิติปีที่แล้วไปได้อย่างงดงาม ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงแนวโน้มธุรกิจการขายสินค้าทางออนไลน์ว่ายังเติบโตได้อีกไม่เฉพาะในจีนแต่เป็นทั่วโลก

ในปีนี้ เป็นอีกปีที่อาลีบาบา ประสบความสำเร็จในการจัดงานชอปปิงวันคนโสด หลังจากตั้งเป้าให้วันคนโสดที่จัดขึ้นในวันที่ 11 เดือน 11 มีลูกค้าเข้าร่วมเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ถึง 500 ล้านคน และบริษัทมีสินค้าใหม่ๆ ให้ลูกค้าเลือกซื้อมากถึง 1 ล้านรายการ จากผู้ผลิต 200,000 ราย เปิดให้ลูกค้าเลือกชอปแบบจุใจ

เมื่อปี 2561 อาลีบาบา สามารถสร้างรายได้ในวันคนโสดเพียงวันเดียวสูงถึง 213,500 ล้านหยวน หรือคิดเป็นประมาณ 926,300 ล้านบาท เทียบกับเทศกาลชอปปิงออนไลน์ไซเบอร์ มันเดย์ ในสหรัฐ ซึ่งเป็นโปรโมชั่นลดกระหน่ำและกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ทำยอดขายได้เพียง 7.9 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.39 แสนล้านบาท

ส่วนปีนี้ เป็นปีแรกที่มหกรรมชอปปิงรับวันคนโสดของอาลีบาบา ไม่มี “แจ๊ค หม่า” ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเข้าร่วมงานด้วย หลังจากที่เขาลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ไม่ใช่จะมีแค่อาลีบาบาเท่านั้นที่จับกระแสการชอปปิงวันคนโสด ร้านค้าปลีกออนไลน์หลายแห่งทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ต่างใช้จุดขายของวันคนโสดเป็นเครื่องมือกระตุ้นการจับจ่าย และทำให้วันคนโสดกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับผู้ที่รักการชอปปิงออนไลน์ทั่วโลกไปในที่สุด

ในฝั่งอเมริกา อาจไม่ได้ตื่นเต้นกับวันคนโสดมากเท่ากับฝั่งเอเชียเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน มีวันสำคัญในการชอปปิงสินค้าเพื่อวันคริสต์มาสและปีใหม่ อย่างเทศกาลแบล็ก ฟรายเดย์ หรือวันศุกร์ทมิฬ ที่ผู้คนมืดฟ้ามัวดินจะไปรอคิวหน้าห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อเข้าไปซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่าปกติ หรือเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

เทศกาลชอปปิงวันคนโสด 11.11 ที่อาลีบาบาจัดนี้ มีแดเนียล จาง ผู้บริหารและซีอีโอของอาลีบาบา เป็นคนคิดและเริ่มจัดทำโปรโมชันนี้ โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2552 และยอดขายก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีเวนต์ชอปปิงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับประเทศจีน บรรยากาศชอปปิงวันคนโสดคึกคักมาก โลกออนไลน์พูดถึงวันนี้กันมาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 11 และผู้คนพากันโพสต์ข้อความและแชร์กันในเว่ยป๋อว่าปีนี้ควรจะควักกระเป๋าซื้ออะไรดี จนคำว่า 11.11 กลายเป็นเทรนด์ฮิตที่สุดในสื่อโซเชียล

บรรดานักวิเคราะห์ในแวดวงค้าปลีก มีความเห็นว่า ความสำเร็จในการทำยอดขายของอาลีบาบา ถูกมองว่าเป็นการตอกย้ำแนวโน้มธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ยังคงมีโอกาสเติบโตต่อไปได้อีกมาก ไม่เฉพาะในประเทศจีน ในประเทศอื่นๆก็มีโอกาสเติบโตสูงเช่นกัน สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมการซื้อสินค้าทางออนไลน์ เพราะสะดวก รวดเร็วและประหยัดเวลา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีการเผยแพร่ผลสำรวจของเอลิกซ์ พาร์ทเนอร์ส แอลแอลซี บริษัทที่ปรึกษา ที่บ่งชี้ว่า 78%ของผู้บริโภคชาวจีนจำนวน 2,000 คนที่ถูกสุ่มสำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองรองเทียร์1 และเทียร์ 2 ระบุว่า พวกเขาจะคิดทบทวนใหม่อีกครั้งในการซื้อสินค้าจากบริษัทอเมริกันในงานวันคนโสดที่จัดเป็นประจำทุกปีวันที่ 11 พ.ย.

“แบรนด์สินค้าอเมริกันกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และผลกระทบดังกล่าวจะปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในมหกรรมขายสินค้าวันคนโสดของอาลีบาบา ”ผลสำรวจระบุ

หลังจากมีการตอบโต้กันด้วยมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐและจีนที่เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว บรรดาผู้บริโภคชาวจีน ก็เกิดความรู้สึกชาตินิยม ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้นในการซื้อสินค้าแบรนด์อเมริกัน รวมทั้งมีความหวาดระแวงว่าจะถูกสหรัฐครอบงำและรุกรานทั้งในด้านวัฒนธรรมและอธิปไตยของประเทศ สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับมุมมองของบรรดาบริษัทตะวันตก ที่มองว่าจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีโอกาสเติบโตสูง และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดขนาดใหญ่นี้

ส่วนแบรนด์สินค้าอเมริกัน ที่ถือเป็นเป้าใหญ่ที่จะถูกคว่ำบาตรในหมู่ชาวจีน หนีไม่พ้น ผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆของบริษัทแอ๊ปเปิ้ล อิงค์ โดยนักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ให้ความเห็นว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ลามมาเป็นข้อพิพาทด้านเทคโนโลยี อาจทำให้เกิดผลเสียหายมหาศาลต่อแอ๊ปเปิ้ล บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งรายได้ของแอ๊ปเปิ้ลที่มาจากตลาดจีนมีสัดส่วนกว่า 17% ของยอดขายโดยรวมรายไตรมาส (ม.ค.-มี.ค.2562) และสร้างกำไรให้บริษัทมากถึง 29%

ความสำเร็จในการทำยอดขายของอาลีบาบา ถือเป็นข่าวดีล่าสุดที่น่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรายนี้ เนื่องจากอาลีบาบา ตั้งเป้าว่าจะระดมเงินทุนให้ได้ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 303,810-455,714 ล้านบาท) จากการเสนอขายหุ้นใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ในตลาดฮ่องกง โดยจะเป็นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงในรอบ 9 ปี

อาลีบาบาเตรียมชี้แจงเรื่องทำไอพีโอในสัปดาห์นี้ ตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และหากอาลีบาบาระดมเงินได้สูงสุด 15,000 ล้านดอลลาร์ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ จะถือเป็นจำนวนเงินมากที่สุดนับตั้งแต่เอไอเอ บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐระดมเงินจากการทำไอพีโอได้ 20,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 622,917 ล้านบาท)เมื่อปี 2553

อาลีบาบา ซึ่งจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กของสหรัฐอยู่แล้ว ตั้งใจจะเปิดไอพีโอในฮ่องกงช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนไปเพราะเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ประกอบกับสงครามการค้าจีน-สหรัฐยังยืดเยื้อ

การจดทะเบียนในตลาดฮ่องกงของอาลีบาบา น่าจะทำให้รัฐบาลจีนพอใจ เพราะรัฐบาลจีนส่งเสริมให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใกล้บ้าน หลังจากที่เสียอาลีบาบาและไป่ตู้ไปให้ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐ และรัฐบาลจีนเปิดตัวคณะกรรมการนวัตกรรมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อหวังดึงดูดบริษัทไฮเทคตามนโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ต้องการให้บริษัทจีนขึ้นเป็นผู้นำระดับโลก

ที่สำคัญ การที่อาลีบาบา ตัดสินใจทำไอพีโอที่ตลาดหุ้นฮ่องกงน่าจะเป็นทางหนีทีไล่ที่เหมาะสม เพราะหากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังยืดเยื้อต่อไป และมีการตอบโต้กันรุนแรงมากกว่านี้ จนถึงขั้นทำให้อาลีบาบา ถูกถอดถอนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างน้อยอาลีบาบาก็มีตลาดหุ้นฮ่องกงไว้รองรับ

อ่านข่าว-ยอดอาลีบาบา 11.11 ปีนี้ทะยาน 1.2 หมื่นล้านดอลล์ใน

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง