เปิดวาร์ปนครที่สาบสูญ ตามรอยมรดกโลกแห่งนาโปลี

เปิดวาร์ปนครที่สาบสูญ ตามรอยมรดกโลกแห่งนาโปลี
3 พฤศจิกายน 2562 | โดย บิเบวา
559

ท่องเมืองสวยทางตอนใต้ของอิตาลี (ตอนที่ 1) จากทิโวลีสู่แคว้นกัมปาเนีย

ถึงไม่มีไทม์แมชชีน หรือกระจกทวิภพ แต่นาทีที่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางร่องรอยความรุ่งเรืองของเมืองแห่งยุคโรมันโบราณ ‘ปอมเปอี’ บอกเลยว่าเรื่องราวที่เคยผ่านตา ภาพผู้คนหนีตายจากลาวาร้อนทะลักจากภูเขาไฟวิสุเวียส ชวนขนลุกจริงๆ ขณะที่ความหรูหราของวิถีปอมเปอีเมื่อสองพันปีก่อนซึ่งจินตนาการได้จากซากอาคารบ้านเรือนที่ได้รับการบูรณะอย่างดีก็สมราคามรดกโลกของยูเนสโก

แน่ละ... ฉันไม่ได้หลับตาแล้วหายแวบมาอยู่ที่นี่ แต่ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิตามคำเชิญของการท่องเที่ยวอิตาลี (National Italian Tourist Board) ร่วมกับสายการบินไทย ที่ต้องการนำเสนอความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนทางตอนใต้  ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 10 ชั่วโมง ในห้องโดยสารชั้นธุรกิจ Royal Silk Class กับบริการที่เพียบพร้อมและเป็นส่วนตัว เรียกว่ากินอิ่มนอนอุ่น พร้อมรับเช้าวันใหม่กับประสบการณ์สุดประทับใจในอิตาลีทันทีที่ล้อแตะสนามบินลีโอนาโด ดา วินชี ฟีอูมิชิโน (Fiumicino Airport)

157275886212

หรูหรา...วิลล่าแห่งทิโวลี

จากกรุงโรม เราเริ่มต้นย้อนเวลาปูพื้นประวัติศาสตร์โรมันกันที่ Villa Adriana หรือ Hadrian’s Villa  แหล่งโบราณคดีที่เมืองทิโวลี Tivoli วิลลาแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านนอกของกรุงโรม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 2 โดยจักรพรรดิ Hadrian แห่งโรมัน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999

ระหว่างทางเดินที่เผยให้เห็นภูมิทัศน์อันงดงาม อิฐเก่าๆ ทำให้ใครบางคนนึกไปถึงมรดกโลกอยุธยา ฉันว่าเจ้าของที่นี่ออกจะเจ้าสำราญกว่ามาก เพราะภายในพื้นที่กว่า 200 ไร่ เต็มไปด้วยร่องรอยของห้องอาบน้ำ โรงละคร และน้ำพุ ว่ากันว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่รวมองค์ประกอบที่ดีที่สุดของมรดกทางสถาปัตยกรรมของอียิปต์ กรีซ และกรุงโรม และเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมอีกหลายแห่งในยุคหลัง

157275886291

เรื่องนี้ชัดเจนอยู่ในวงโค้งและ ‘น้ำพุ’ ของวิลล่าอีกแห่งที่เรามาถึงในช่วงบ่าย Villa d’Este ท่ามกลางสวนอันงดงามของเมืองในศตวรรษที่ 16 ได้รับการบรรยายว่า “เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันเงียบสงบ หรูหรา เพียบพร้อมไปด้วยความหลากหลายของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมโบราณและแหล่งน้ำธรรมชาติที่ดีที่สุดในอิตาลี”

จากห้องภายในอาคารที่ประดับดาด้วยภาพเขียนสีทั้งบนผนังและเพดาน บริเวณระเบียงคือจุดชมวิวพาโนรามามองเห็นเมืองในหุบเขาได้อย่างสวยงาม ทางเดินไปยังสวนขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยจิตรกรและสถาปนิก Pirro Ligorio เรียงรายไปด้วยน้ำพุ แต่ที่ถือเป็นมุมมหาชนก็คือ น้ำพุสไตล์บาโรกขนาดใหญ่ Fontana dell’Ovato  และน้ำพุแห่งเนปจูน ในข้อมูลบอกว่าครั้งหนึ่งวิลลาแห่งนี้เคยอยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ภายหลังก็ได้รับการบูรณะให้กลับมาสวยงาม ใช้เป็นสถานที่แสดงงานศิลปะ และดนตรี เพิ่มเติมชีวิตดีดีให้กับชาวทิโวลี

157275886283

ต้นตำรับพิซซ่านาโปลี

ตามความตั้งใจที่พกมาจากกรุงเทพฯ เรามุ่งหน้าลงใต้ไปยังเมืองเนเปิลส์ (Naples) หรือ นาโปลี (Napoli) ในภาษาอิตาลี เมืองหลวงแห่งแคว้นกัมปาเนีย (Campania) ที่นอกจากจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมแล้ว ยังมีชื่อเสียงในเรื่องศาสตร์การทำอาหาร

เช่นนั้น...หากอยากจะบอกกับใครๆ ว่า “มาถึงแล้ว” ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่า...การลิ้มรสพิซซ่าที่ได้ชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากนาโปลี และยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วย

แต่แค่ ‘ชิม’ อาจจะธรรมดาไปสักหน่อย ทริปนี้เราไปเวิร์คช็อปการทำพิซซ่ากันที่ Vera Pizza Napoletana ที่นี่มี pizza master หรือ ‘pizzaiuolo’ มาสอนขั้นตอนการทำพิซซ่าแบบตัวต่อตัว ว่ากันว่าคนที่จะได้เป็น pizzaiolo ต้องรู้เทคนิคการนวดแป้งและฝึกมานานเป็นปี เปรียบได้กับตำแหน่ง Gondolier ผู้แจวเรือกอนโดล่าที่ต้องใช้เวลาในการฝึกปรือจนวิชาแก่กล้า

157275887819

นักเรียนจากเมืองไทยที่ถนัดปั้นข้าวเหนียวมากกว่านวดแป้ง เริ่มต้นวิชาพิซซ่ากันตั้งแต่การผสมแป้งโด (dough) ก่อนจะค่อยๆ นวดด้วยมือ แผ่แผ่นแป้งให้บาง ใส่ส่วนผสมต่างๆ จนนำเข้าไปอบในเตาหิน ใช้เวลากว่าชั่วโมงกว่าจะได้รับประทานฝืมือตัวเอง ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายนี้ต้องบอกว่าเร็วมากนับเป็นนาทีกันเลยทีเดียว

อินถึงขั้นนี้แล้วคงต้องอธิบายกันสักหน่อยว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่า พิซซ่านาโปลีแท้ๆ อย่างแรก แป้งจะประกอบด้วยแป้งข้าวสาลี ยีสต์ธรรมชาติ เกลือและน้ำ ต้องนวดและรีดด้วยมือไม่ให้หนากว่า 3 มม. หน้าพิซซ่าต้องใช้มะเขือเทศซานมาซาโน San Marzano tomatoes และ mozzarella di bufala Campana จากนั้นต้องอบในเตาอบหินใช้ฟืนทำจากไม้โอ๊ค เมื่อสุกแล้วจะได้พิซซ่าบางกรอบมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน

157275887973

สำหรับพิซซ่ายอดนิยมของที่นี่คือ Margherita ประกอบด้วยมะเขือเทศและมอสซาเรลลาชีสจากแคว้นกัมปาเนีย โรยหน้าด้วย Basil หรือใบโหระพา และน้ำมันมะกอก  ชื่อนี้มีที่มาจากราชินี Margherita ของอิตาลี ที่ได้เสด็จมาเข้าเยี่ยมชม Pizzeria ในเนเปิลส์ เจ้าของร้านจึงได้ทำพิซซ่าถวายฯ โดยเลือกวัตถุดิบสามสี แดง ขาว เขียว ตามสีของธงชาติอิตาลี ผลตอบรับดีเกินคาด สมเด็จพระราชินีทรงโปรดมาก ทำให้พิซซ่าสไตล์เนเปิลส์กลายเป็นของคู่บ้านคู่เมืองไป

ปอมเปอีที่โลกไม่ลืม

ถึงรสชาติของพิซซ่านาโปลีจะติดอยู่ที่ปลายลิ้น แต่ตอนนี้ขอให้ลืมเรื่องอาหารการกินไปก่อน เพราะเรากำลังเข้าสู่โหมดความรู้ ว่าด้วยประวัติศาสตร์อันน่าสะพรึงของนครโบราณปอมเปอี (Pompeii)

157275915597

ปอมเปอี ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟวิซูเวียส ในอดีตคือเมืองท่าทำเลทองที่เอื้อต่อการทำการค้าและการเกษตร ถูกผนวกรวมกับอาณาจักรโรมันในช่วง 80 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 2099 ปีที่แล้ว ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งปลูกต้นองุ่นและมะกอก มีผู้คนอาศัยอยู่นับหมื่นคน และยังถือเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของไฮโซโรมันอีกด้วย

เมื่อผ่านเข้ามาถึงด้านในปอมเปอีซึ่งสถานะปัจจุบันคือแหล่งโบราณคดีสำคัญของโลก จุดแรกที่แสดงให้เห็นสัญลักษณ์ของความเป็นโรมันก็คือ อัฒจรรย์วงโค้งขนาดใหญ่แบบในกลาดิเอเตอร์ ที่ซึ่งได้กลายเป็นจุดรวมพลเช็คอินของนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย

157275985635

ลึกเข้าไปในนครที่สาบสูญ ทางเดินปูด้วยหินขนาดใหญ่นำทางสู่อาคารบ้านเรือนที่จัดแบ่งเป็นสัดส่วน คั่นด้วยถนนเป็นล็อกๆ แสดงให้เห็นถึงการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ สภาพอาคารที่ยังหลงเหลือแสดงให้เห็นรสนิยมการใช้ชีวิตของคนที่นี่ ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัยธรรมดา แต่ยังมีทั้งคฤหาสน์ ร้านค้า วิหาร ลานจัตุรัสฟอรัม โรงละคร รวมทั้งสถานบันเทิงเริงรมย์ที่เชื่อกันว่าเป็น ‘ซ่องโสเภณี’ อีกด้วย

บางหลังใหญ่โตและอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ มีห้องโถง ห้องนอน ห้องอาหาร สวน สระ น้ำพุ ท่อระบายน้ำ รวมถึงสุขา บางแห่งยังคงมีโมเสกและผนังปูนกับร่องรอยภาพเขียนหลากสีสัน และเพราะภาพเขียนนี่แหละที่ทำให้อาคารหลังหนึ่งที่เรียกว่า ‘ลูปานาร์แห่งปอมเปอี’  (Lupanar of Pompeii) ได้รับการแปะป้ายว่าเป็นแหล่งขายบริการทางเพศในยุคโรมัน เนื่องจากพบภาพเขียนสีการร่วมเพศ สันนิษฐานว่าครั้งหนึ่งน่าจะเคยเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของบรรดานักธุรกิจและนักการเมืองผู้มั่งคั่งก่อนที่นครแห่งนี้จะจมอยู่ใต้กองเถ้าถ่านภูเขาไฟที่ระเบิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.​ 79

และเพราะเมืองทั้งเมืองถูกซ่อนไว้ใต้ลาวานานกว่าพันปี ทำให้ไม่มีใครรู้จักปอมเปอี กระทั่ง ค.ศ. 1748 ที่เริ่มการขุดค้นอย่างจริงจังจนพบเมืองทั้งเมือง เรื่องราวของนครที่สาบสูญจึงได้รับการเปิดเผย หลักฐานที่ค้นพบหลังจากนั้นไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรมและศิลปวัตถุต่างๆ แต่ยังมีร่างของชาวเมืองที่ห่อหุ้มด้วยลาวาในอิริยาบถสุดท้ายของชีวิตด้วย

บันทึกไว้ว่าการค้นพบครั้งที่สำคัญนี้เกิดขึ้นในปี 1863 เมื่อ กูวเซปเป้ ฟิโอเรลลี่ ได้ค้นพบชิ้นส่วนของชาวปอมเปอีที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งชิ้นส่วนดังกล่าวได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาจนเหลือแต่โพรงภายใต้ขี้เถ้าภูเขาไฟ ทางคณะผู้สำรวจจึงเจาะรูเล็กๆ แล้วหยอดปูนปาสเตอร์ลงไป เมื่อปูนแห้งก็ได้ออกมาเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่เสียชีวิตในอิริยาบถที่ทำให้รู้ว่าพวกเขากำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ในช่วงเวลาสุดท้าย และด้วยโศกนาฏกรรมและความมหัศจรรย์ของปอมเปอี ทำให้เมืองนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 1997

157275916633

ฉันใช้เวลาเล็กน้อยยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับความสูญเสียในครั้งนั้น และชื่นชมมรดกที่พวกเขาได้ทิ้งไว้ให้กับโลกยุคปัจจุบัน

สง่างาม...พระราชวังยุคบาโรก

เมืองนาโปลีได้ชื่อว่าเป็นเเหล่งกำเนิดของสถาปัตยกรรมในยุคกลาง ทั้งในเเบบฟื้นฟูศิลปวิทยาและบาโรก และหนึ่งในศิลปสถาปัตยกรรมยุคบาโรกที่ต้องหาโอกาสไปชมก็คือ พระราชวังกาแซร์ตา (Royal Palace of Caserta) พระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์แห่งเนเปิลส์ราชวงศ์บุร์บง (Bourbon)

พระราชวังแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997 ในฐานะ “งานชิ้นเลิศของยุคบาโรก ที่ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างในการสร้างความลวงตาและพหุทัศน์ทางสถาปัตยกรรม”

157275913218

การก่อสร้างพระราชวังกาแซร์ตาเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1752 สำหรับพระเจ้าชาลส์ที่ 7 แห่งเนเปิลส์ ผู้ทรงทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาปนิกลุยจี วันวีเตลลี มีการบันทึกไว้ว่าเมื่อทอดพระเนตรเห็นแบบจำลองสำหรับพระราชวัง พระเจ้าชาลส์ทรงเต็มตื้นไปด้วยพระอารมณ์ น่าเสียดายที่พระองค์มิได้มีโอกาสบรรทมในพระราชวังแม้แต่เพียงคืนเดียว พระเจ้าชาลส์ทรงสละราชสมบัติในปี ค.ศ. 1759 เพื่อไปเป็นพระมหากษัตริย์สเปน โครงการดำเนินต่อมาโดยตกทอดสู่พระราชโอรสองค์ที่สามและผู้ครองเนเปิลส์ต่อมาคือ พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 4 แห่งเนเปิลส์

157275914392

พระราชวังแห่งนี้ประกอบด้วยห้อง 1,200 ห้อง รวมทั้งโรงละครใหญ่ เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Star Wars ปี 2532 และ 2545, Mission impossible 3, Angels & Demons ปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้าชมความงามของแต่ละห้องซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตร รวมไปถึงสวนสวยขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังอีกด้วย

นอกจากประสาทราชวัง มรดกอันยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งในยุคนั้นก็คือ สะพานส่งน้ำแบบโรมัน เรามีโอกาสไปชม สะพานส่งน้ำวันวีเตลลี หรือ สะพานส่งน้ำคาโรไลน์ (queduct of Vanvitelli หรือ Caroline Aqueduct) ซึ่งเป็นสะพานส่งน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อส่งน้ำสำหรับการใช้สอยที่พระราชวังกาแซร์ตาและรีสอร์ตซานลูซีโอ แหล่งน้ำที่ใช้ส่งมาจากตีนเขาตาบูร์โนจากบ่อน้ำพุธรรมชาติที่ฟิซโซในบุชชาโนไกลออกไปราว 38 กิโลเมตร

สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในยุคสมัยของพระเจ้าชาลส์ที่ 7 แห่งเนเปิลส์ และออกแบบโดยสถาปนิกลุยจี วันวีเตลลี เช่นเดียวกัน ซึ่งชื่อของสะพานในเวลาต่อมาก็ตั้งตามชื่อสถาปนิกนั่นเอง

157275914445

สำหรับจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แวะชมก็คือสะพานช่วงที่อยู่ในสภาพดีที่เรียกว่า สะพานทูฟา ยาว 529 เมตร ซึ่งเชื่อมหุบเขามัดดาโลนี ระหว่างเขาโลกาโนทางตะวันออกกับเขาการ์ซาโนทางตะวันตก สถาปัตยกรรมที่เห็นมีลักษณะเป็นแนวโค้งซ้อนสามชั้นสูงกว่า 50 เมตร อลังการสมกับป้ายทะเบียนมรดกโลก และแน่นอนว่า...เพื่อนที่เมืองไทยต้องได้เห็นภาพนี้

สำหรับฉัน นี่คืออิตาลีในมุมต่างที่ชวนให้เราค่อยๆ ดื่มด่ำ ไม่ต่างจากไวน์ดีๆ ที่หาชิมได้ในนาโปลี และยังถือเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยสำหรับเส้นทางล่องใต้สู่ปลายรองเท้าบูทในตอนต่อไป...

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: