'เลขาฯศาลยุติธรรม' คุย อธ.ภาค 9 ยันไม่เคยแทรกแซงทำสำนวน

'เลขาฯศาลยุติธรรม' คุย อธ.ภาค 9 ยันไม่เคยแทรกแซงทำสำนวน
10 ตุลาคม 2562
146

"เลขาฯ ศาลยุติธรรม" แจงระหว่างสอบข้อเท็จจริง ยังไม่มีย้ายใคร ย้ำปกติถ้ามีเคสร้องเรียนแทรกแซง ต้องเสนอ ก.ต.-รายงาน ปธ.ศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.62 เพจเฟซบุ๊ก "สื่อศาล" ของสำนักงานศาลยุติธรรม ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ "นายสราวุธ เบญจกุล" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เกี่ยวกับแนวทางการทำงานของอนุกรรมการตุลาการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองว่า ตามกฎหมายยังไม่สามารถสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องได้จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทำไปตามระเบียบ ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง ซึ่งผลการพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ตนเอง (หมายถึง อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9) ทำได้เพียงทักท้วงเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการต่าง ๆในการพิจารณา มีความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไข

ทั้งนี้ นายสราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากสื่อสารคลาดเคลื่อน ซึ่งหลังจากนี้ อนุฯวิสามัญ จะทำหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่ง ก.ต.เป็นคนกำหนดนโยบายบริหารงานบุคคล วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา แต่งตั้งโยกย้าย และการลงโทษทางวินัยผู้พิพากษา ดังนั้นแม้อธิบดีผู้พิพากษาภาคจะย้ายผู้พิพากษาในภาคตัวเอง หากผู้พิพากษาไม่ยินยอมก็ไม่สามารถที่จะย้ายได้ ส่วนอำนาจของการแต่งตั้งโยกย้าย หรือถ้าไม่ใช่โยกย้ายประจำปี อำนาจประธานศาลฎีกาจะสั่งย้ายผู้พิพากษาโดยไม่รับความยินยอม ก็ไม่มีอำนาจที่จะย้ายผู้พิพากษาได้ หากจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ก.ต.เห็นชอบ ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวย้ายออกนอกพื้นที่นั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ


ส่วนแนวทางในการป้องกันปัญหานั้น จะมี 2 ส่วน คือคนที่รับผลกระทบตอนนี้พักรักษาตัวโดยจะดูแลทั้งสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอันดับแรก ส่วนการบริหารงานบุคคล จะจัดการอย่างไร เป็นหน้าที่ของ ก.ต.ที่จะต้องพิจารณา

ทั้งนี้ "นายสราวุธ" กล่าวอีกว่า ก่อนที่ผู้พิพากษาจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่จะต้องปฏิญาณตนในการทำงาน โดยการทำงานระบบการพิจารณาพิพากษาของศาล เป็นระบบองค์คณะในการตัดสินคดี ยกตัวอย่างเช่น ศาลจังหวัดจะต้องมีผู้พิพากษา 2 คน เป็นองค์คณะในการตัดสินคดี ซึ่งหัวหน้าศาลหรืออธิบดีฯจะสั่งให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีตามความต้องการของหัวหน้าศาล หรืออธิบดีฯไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช้ระบบข้าราชการพลเรือนที่บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่ทำได้เพียงความเห็นแย้งเท่านั้น และการทำความเห็นแย้งไม่ได้มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แต่มีประโยชน์สำหรับการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม "เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม" ยังกล่าวถึงคดีความมั่นคงว่าที่ผ่านมาสำนักงานศาลยุติธรรมเราได้รับความร่วมมือ ได้รับความสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ตำรวจ ทหาร ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม ยืนยันศาลมีความเป็นกลาง มีอิสระในการทำหน้าที่ เราจะลงโทษคนตามพยานหลักฐาน เราจะไม่ลงโทษคนโดยมีเหตุสงสัย และมั่นใจว่าผู้พิพากษา 5,000 คน ในประเทศ ทำหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซง

ถ้ามีการร้องเรียนว่ามีการแทรกแซง สำนักงานศาลยุติธรรม จะดำเนินการ และรายงานที่ประชุม ก.ต. และจะรายงานถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยทันที


แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง