รอยร้าวในครอบครัว จากการประท้วงในฮ่องกง

รอยร้าวในครอบครัว จากการประท้วงในฮ่องกง
24 กันยายน 2562 | โดย กนกวรรณ เกิดผลานันท์
7,556

การประท้วงในฮ่องกง ทำให้หลายครอบครัวเกิดความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่และลูก เพราะเหตุใดเป็นเช่นนั้น

การเมืองถ้าคิดไม่ตรงกันและใจไม่กว้างพอที่จะยอมรับความเห็นของอีกฝ่าย มักจะนำมาซึ่งความขัดแย้งแม้จะเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างคนในครอบครัวก็ตาม  

หลายสัปดาห์มาแล้วที่เจนโกหกแม่เรื่องการไปร่วมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกง แกล้งตบตาแม่ว่าสัมภาระที่หอบไปทุกวันคือหนังสือกองโตไม่ใช่เสบียงกรัง จนกระทั่งทั้งสองขัดแย้งกันอย่างแรงเรื่องอุดมการณ์เจนจึงต้องย้ายออกจากแฟลต

การประท้วงของฮ่องกงยืดเยื้อมากว่า 100 วันแล้ว เจนพบว่าเธอต้องโต้เถียงกับแม่หนักข้อขึ้นทุกวัน แม่ไม่เห็นด้วยเลยกับขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ท้ายที่สุดความสัมพันธ์แม่ลูกเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสาน

“ทุกครั้งที่เถียงกัน แม่จะไม่พูดกับฉันเป็นอาทิตย์ แฟลตฮ่องกงเล็กนิดเดียวมีแค่กำแพงกั้นระหว่างเราเท่านั้น ฉันเลยต้องย้ายออกไป” เจน นามสมมุติ วัย 24 ปีเล่าเรื่องราวของเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เรื่องนี้นับว่าสะเทือนอารมณ์สุดๆ เพราะแม่เลี้ยงเจนมาเพียงลำพัง

“ตลอดชีวิตฉันอยู่กับแม่มาตลอด มีแค่เราสองคนเท่านั้น แต่ทำไมแม่ถึงไม่เข้าข้างฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกไร้พลัง” เจนตัดพ้อและเล่าต่อว่า จริงๆ แล้วตัวเธอเป็นผู้ประท้วงสายกลาง ไม่ใช่พวกแนวหน้ากล้าตายที่ไปปะทะกับตำรวจหรือสมาทานวิธีการรุนแรง

เจนพยายามอธิบายเป้าหมายขบวนการเรียกร้องให้ฮ่องกงมีประชาธิปไตยมากขึ้น แต่แม่ก็ไม่เคยฟัง

“แม่เชื่อทุกอย่างที่จีนบอก เชื่อว่าผู้ประท้วงรับเงินต่างชาติ ทุกคนเป็นอันธพาล แม่ไม่เคยเชืื่อฉันเลย” สาวน้อยคร่ำครวญ

หนุ่มสาวโกรธขึ้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยของฮ่องกงนำโดยพลังคนหนุ่มสาว เริ่มต้นจากการต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้จีนแผ่นดินใหญ่แล้วขยายวงเป็นการเรียกร้องเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ แม้ทางการยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าวไปแล้วก็ตาม

ผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลปักกิ่งควบคุมฮ่องกงมากขึ้น และเคยปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาวแบบเดียวกันนี้เมื่อปี 2557

ผลงานวิจัยทางวิชาการชี้ว่า ผู้ชุมนุมครึ่งหนึ่งมีอายุระหว่าง 20-30 ปี 77% จบการศึกษาระดับปริญญา

ผลสำรวจความคิดเห็นของมหาวิทยาลัยฮ่องกง พบว่า จำนวนคนฮ่องกงที่บอกว่าภูมิใจกับการเป็นพลเมืองจีนลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือแค่ 27% เท่านั้น แถมตัวเลขในกลุ่มคนอายุระหว่าง 18-29 ปียังต่ำลงไปอีกเหลือแค่ 10%

ขณะที่กลุ่มชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่งโบกธงชาติจีน ที่มีขนาดเล็กกว่าส่วนใหญ่จะเป็นคนมีอายุมากกว่า กระนั้นกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยก็ขยายวงไปสู่กลุ่มชนหลากหลายรุ่น แม้แต่ผู้สูงอายุศีรษะขาวโพลนก็มาร่วมแสดงพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับเด็กๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงหนุ่มสาวเหล่านี้ยังรู้สึกว่า บ่อยครั้งที่พวกตนมีความคิดแปลกแยกจากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ที่มองว่าตั้งแต่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงให้กับจีนในปี 2540 เมืองนี้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง หรือบางคนก็กลัวว่า ผู้นำในกรุงปักกิ่งอาจเข้ามาจัดการหากการประท้วงยืดเยื้อรุนแรง

สำหรับผู้ประท้วงหนุ่มสาวหลายคน การต่อสู้บนท้องถนนยังต่อเนื่องมาถึงโต๊ะอาหารด้วย

“ตอนแรกเราก็กินข้าวกันเงียบๆ น่าเศร้ามากที่ตอนนี้พวกเราไม่กลับบ้านกัน รอให้พ่อแม่เข้านอนซะก่อนแล้วค่อยกลับ” คริส นามสมมุติ บัณฑิตใหม่หมาดที่เพิ่งเข้าทำงานในธนาคารชั้นนำแห่งหนึ่งกล่าว

“ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการศึกษา พ่อแม่ผมเรียนหนังสือในเมืองจีน ไม่เคยสอนเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพ” คริสเล่าด้วยว่า พ่อแม่ของเขาแอบหนีเข้ามาหาชีวิตที่ดีกว่าในฮ่องกงช่วงทศวรรษ 90

“พ่อแม่ผมต้องการความกินดีอยู่ดี ชีวิตมั่นคง แต่ผมต้องการมากกว่านั้น และเราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา” คริสกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ บ้านที่เคยปกติสุขกลับแบ่งแยกเป็นพวกเขาพวกเรา จนเขารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“ผมไม่อยากคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่รู้เขาคิดยังไง ไม่กล้าพูด อยู่บ้านพูดกับพ่อแม่ก็โดนด่า หดหู่มาก”

ด้านจูเลีย นักศึกษาวัย 19 ปี ทำให้ครอบครัวตกตะลึง เมื่อเธอมีปากเสียงกับพ่อแม่ และเพิ่งรู้ตัวว่า ตนเองกับพ่อแม่คิดต่างกันอย่างมาก ผู้ปกครองไม่เคยรู้เลยว่า เธอเป็นแนวหน้าประจันกับตำรวจปราบจลาจลอยู่เสมอ

หลังระเบิดอารมณ์เข้าใส่กันเพราะจูเลียสนับสนุนการประท้วง พ่อแม่ก็ขู่ว่าจะไม่ให้เงินใช้

“พ่อแม่แบล็กเมลฉัน สุดท้ายแล้วฉันก็ต้องยกเลิกบัตรเครดิต และเริ่มโกหกทุกอย่าง” ตอนนี้จูเลียต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานพาร์ทไทม์

ส่วนเจนตอนนี้ต้องไปอาศัยอยู่บ้านเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่พวกเขาทำข้อตกลงกันว่าจะไม่ก้าวล่วงทัศนคติทางการเมืองของแต่ละฝ่ายที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

“เราไม่เคยคุยเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่คุยกันเรื่องแมว แต่ฉันยังรู้สึกได้ว่าบรรยากาศคุกรุ่น” เจนกล่าวอย่างขำขื่น

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง