“อมรินทร์” ชูออมนิเอฟเฟคท์ ผสานสื่อ-ช่องทาง ปิดการขายสินค้า

“อมรินทร์” ชูออมนิเอฟเฟคท์ ผสานสื่อ-ช่องทาง ปิดการขายสินค้า
17 กันยายน 2562 | โดย สาวิตรี รินวงษ์
960

“สื่อสิ่งพิมพ์” เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูกคลื่นสึนามิ “ดิจิทัล ดิสรัป” รุนแรงมาก หลายกิจการเม็ดเงินหดหาย เลวร้ายสุดคือการ “ปิดตัว” ของสื่อดังระดับตำนานต้องลาแผงไปจำนวนมาก

สถานการณ์บีบคั้นให้ธุรกิจอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้อง “ปรับตัว” โดยเฉพาะหา “โมเดล” ที่ใช่เพื่อนำพาองค์กรให้ “อยู่รอด

อมรินทร์พรินติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง" สื่อยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจสิ่งพิมพ์มากถึง 80% เมื่อบริษัทตัดสินใจเข้าประมูล “ทีวีดิจิทัล” กลับเป็น “หายนะ” กระเทือนองค์กรเพราะต้องเผชิญภาวะ “ขาดทุน” เฉกเช่นหลายบริษัทที่กระโจนสู่สมรภูมิจอแก้วท่ามกลางโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วและแรง ส่งผลให้บริษัท “ขาดทุน” หลายร้อยล้านบาทต่อปี ก่อนจะพลิกทำกำไรในปีที่แล้ว แต่ครึ่งปี 2562 กลับมาขาดทุนเล็กน้อย 19 ล้านบาท

แม้อมรินทร์ฯ จะปรับโครงสร้างระยะหนึ่งแล้ว เปิดให้ทายาท “สิริวัฒนภักดี” เข้ามาถือหุ้นในกิจการทีวี แต่การ “ปรับตัว” ยังมีต่อเนื่อง ทั้งพลิกภาพสู่ ออมนิมีเดีย” เสิร์ฟคอนเทนท์ผ่านทุกสื่อ ล่าสุดปั้น ออมนิชาเนล” ให้เกิด “Omni Effect” เพื่อหวังผลตอบแทน นั่นคือ กำไร” สะท้อนถึงความคุ้มค่าจากการลงทุน

ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บริษัท อมรินทร์พรินติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด เล่าถึง กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทจากนี้จะไปมุ่งพัฒนา Omni Channel รองรับการค้าขายสินค้าและบริการของบริษัทตลอดจน “ลูกค้า” โดยสิ่งที่ซุ่มปลุกปั้นอยู่และกำลังจะเปิดตัวในเดือนต.ค.นี้ คือการพัฒนา “มาร์เก็ตเพลส” แบรนด์ “Amvata” เป็นของตัวเอง ดึงพันธมิตรที่เป็นผู้ค้าขาย(Vendor)กว่า 300 ราย นำสินค้ากว่า 35,000 รายการมาไว้ตอบโจทย์ขาชอปปิงออนไลน์

สินค้าและบริการที่อยู่บน Amvata เฟสแรกจะเน้นสินค้าที่อมรินทร์ มีความชำนาญ ได้แก่ สินค้าเกี่ยวกับบ้าน สุขภาพ สินค้าแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์ความงาม ตลอดจนสินค้าแฟชั่น แบรนด์จาก FN outlet ไอ.ซี.ซี. กีต้าร์ Fender กระเป๋าเดินทาง Samsonite ลอรีอัล PAPA BABY Chicco

ขณะที่ “จุดแข็ง” ในการปั้นให้ Omni Effect จนทำเงินให้กับลูกค้าได้ คือการใช้ “คอนเทนท์” คุณภาพที่เครือมีซึ่งถือเป็นสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลมาต่อยอด โดยลูกค้าที่เข้ามาเสพเนื้อหาต่างๆของอมรินทร์มีมากมาย เช่น สิ่งพิมพ์มีส่วนแบ่งตลาก 80% มีผู้บริโภคเข้ามาเสพสื่อออนไลน์(UIP)ของเครือรวม 13 ล้านต่อเดือน หรือราว 24% ของประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งประเทศ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 เข้าถึงผู้ชม 95% ของประชากรทั้งประเทศ และมีเรตติ้งอันดับ 7 การจัดกิจกรรมงานแฟร์ต่างๆมีผู้เข้าชมงาน 5.5 ล้านรายต่อปี และลูกค้าเข้าร้านหนังสือนายอินทร์จนมียอดขาย 10 ล้านชิ้นต่อปี ฐานแฟนเพจรวม 24 ล้านราย มีฐานข้อมูลลูกค้าเชิงลึก(เพศ อายุ อาชีพ รายได้ เบอร์โทร.ฯ)ราว 1.5 ล้านราย เป็นต้น

ในการทำตลาดจึงนำเสนอสินค้าและบริการผ่าน “คอนเทนท์” ให้ผู้บริโภคได้เห็น และการมีเครื่องมือที่จับความสนใจ(Interest)ของกลุ่มเป้าหมายรายบุคคล(Personalize) สามารถยิงโฆษณาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการได้ “แม่นยำ” มากขึ้น

“ที่ผ่านมาลูกค้ามาลงโฆษณา ต้องลุ้นยอดขาย ส่วนผู้บริโภคอ่านคอนเทนท์ก็คอยถามว่าสินค้านี้ราคาเท่าไหร่ ซื้อได้ที่ไหนบ้าง ปัญหา (Pain point) เหล่านี้ เราต้องการช่วยเติมเต็มประสบการณ์ช้อปให้ลูกค้าอย่างไหลลื่น(Fluid) ประกอบกับเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างรายได้ให้ลูกค้า แต่แพลตฟอร์มสื่อทำหน้าที่แค่สร้างการรับรู้แบรนด์ จากนี้ไปเราจะช่วยสร้าง Lead ไปสู่การขายสินค้าให้ได้โดยมีจุดเชื่อมคือคอนเทนท์ ที่นำเสนอต่อวัน 150 รายการถือเป็นการผลักสินค้าหากลุ่มเป้าหมาย”

หลักการทำตลาดครั้งนี้ ผู้บริโภค See it, Love it, Buy it จบการขายได้ “ระริน ย้ำว่าเป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างจากมาร์เก็ตเพลสเจ้าอื่นที่ Amvata ไม่อาจหาญสู้ แบรนด์เหล่านั้นเน้น “เผาเงิน” เพื่อดึงทราฟฟิกเข้าร้านค้าออนไลน์

สเต็ปแรก ระริน ต้องการให้ Amvata แข็งแกร่งในประเทศไทย แต่เป้าหมายถัดไป ต้องการให้เป็นมาร์เก็ตเพลสตอบโจทย์ขาช้อปออนไลน์ระดับภูมิภาค และเจาะตลาดระดับโลก

แผนดังกล่าว ระริน คาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้ใน 3-5 ปีข้างหน้า มีอัตราการเติบโต 2 หลัก ขณะที่ปี 2561 บริษัทมีรายได้กว่า 3,500 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 172 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้ารายได้โต 2 หลัก โดยภาพรวมธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ยังพอไปได้ ส่วนทีวีเม็ดเงินโฆษณาค่อนข้างหืดจับ

“Omni effect คือการนำสื่อกับช่องทางมารวมกัน เพื่อให้เกิดผลตอบแทนคุ้มค่าในการลงทุน โลกนี้อาจมีอัตราแลกเปลี่ยนหนึ่งเดียว..เป็นไปได้นะในวันข้างหน้า แต่สิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นเลยคือ Single store มีร้านเดียวให้ผู้บริโภคซื้อทุกอย่าง ไม่มี..ไม่มี ไม่มี Amazon ที่กินทั้งตลาด แต่มีพื้นที่ให้ผู้เล่นรายอื่นเข้าไปแบ่งเค้กได้ และร้านค้าออฟไลน์จะไม่มีวันหายไปจากโลกนี้ ไม่อย่างนั้น Amazon คงไม่มาเปิดหน้าร้าน เกิด Omni effect”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ต้องรู้ทันสื่อเพราะ“FAKE NEWS' ไม่มีวันหมด
-ศาลเรียกพยาน 10 ปาก ไต่สวนหุ้นสื่อ 'ธนาธร' 18 ต.ค.นี้
-6 บริษัทสื่อสาร ร้องนายกฯ เบรกท่อร้อยสาย2หมื่นล้าน
-จับตา 2 ธุรกิจดาวรุ่งจากสัญญาณอวกาศ 'ระบบนำทาง-คลื่นสื่อสาร'


แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: