“ไชยวัฒน์” ส่งต่อทายาทรุ่น 2 พลิก“สวนสยาม”สู่ สยามอะเมซิ่งพาร์ค

“ไชยวัฒน์” ส่งต่อทายาทรุ่น 2 พลิก“สวนสยาม”สู่ สยามอะเมซิ่งพาร์ค
13 กันยายน 2562 | โดย สาวิตรี รินวงษ์
1,578

“สวนสยาม” หรือสยามพาร์ค ซิตี้ คือ “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” และ “ไชยวัฒน์” ก็คือสวนสยาม !! นี่เป็นภาพจำ(Perception)ซึ่งตัดกันไม่ขาดสำหรับผู้บริโภคที่รับรู้ต่อสวนน้ำสวนสนุกแห่งแรกของประเทศไทย

เพราะ “สวนสยาม” เกิดจากชายผู้บอกว่าตัวเองจบเพียงประถม 4(ป.4) ก่อร้างสร้างตัวจนเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทยคนหนึ่ง

ปีหน้าจะครบ 40 ปี ของการก่อตั้งสวนน้ำ สวนสนุกแห่งนี้ แต่นักธุรกิจรุ่นลายครามวัย 81 ปี ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลุ่มบริษัท สยามพาร์คซิตี้ จำกัด กำลังจะ “วางมือ เกษียณตัวเองจากการทำงานและนั่งเก้าอี้บริหารทุกตำแหน่งในบริษัท(เว้นกิจการกงสี) ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ เพื่อปล่อยให้ ทายาทรุ่น2” 3 ชีวิต ได้แก่ บุตรชายคนโต สิทธิศักดิ์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามพาร์ค บางกอก จำกัด สะใภ้ นพกาญจน์ เหลืองอมรเลิศ รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก จำกัด และจิรวรรณ เหลืองอมรเลิศ ดิศกุล  อยุธยา ทายาทคนเล็กของ “ไชยวัฒน์” นั่งเก้าอี้รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามพาร์ค บางกอก จำกัด เป็นผู้รับไม้ต่อ

ก่อนยกภารกิจบริหารสวนน้ำ ให้ทายาทดูแล “ไชยวัฒน์” เท้าความถึงการจับธุรกิจแรกคือ ธุรกิจก่อสร้าง และพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ก่อนจะบุกเบิกธุรกิจสวนน้ำแห่งแรกในประเทศไทย เผชิญอุปสรรคมากมายกว่าจะพบความสำเร็จ ทั้งพิษเศรษฐกิจจนเป็นหนี้และ “ล้มละลาย” ต้องเร่ขายที่ดินย่านลาดพร้าวให้กับบิ๊กอสังหาฯรายหนึ่ง ได้เงินก้อนโตสางหนี้จนหมด เป็นต้น

ในวันที่ต้องส่งต่อธุรกิจแก่ทายาท มาพร้อมกับการปรับ โครงสร้างองค์กร” เกือบยกกระบิ เพื่อผลักดันธุรกิจสู่การเติบโตในอนาคต !!

ไชยวัฒน์ หารือทายาท ดึง “อีวาย” หรือ เอินส์ทแอนด์ยัง หนึ่งในบิ๊กโฟร์ตรวจสอบบัญชีระดับโลก มารื้อและตรวจสอบบัญชีใหม่แบบละเอียดยิบ แยกการใช้จ่ายของครอบครัวออกจากธุรกิจ “เด็ดขาด” เพื่อโปร่งใส วางรากฐานสู่การต่อยอดธุรกิจต่อไป โดยเฉพาะการเตรียมตัวให้ทางบัญชีก่อนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อระดมทุน ซึ่งเป็น “เป้าหมาย” ที่ต้องการเห็นมาหลายปี แต่ยังไม่สำเร็จเสียที

นอกจากนี้ยังจัดทัพพนักงานใหม่ ทั้งทำงานประจำราว 400 คน พาร์ทไทม์อีก 200 คน มีคนเก่าแก่อยู่มา 20 ปีราว 1 ใน 7 ต้อง “เกษียณ” จากนั้นจะเติมเลือดใหม่เข้ามาทำงานบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบันมากขึ้น

มีการปรับกลยุทธ์การตลาด สลัดภาพ ทะเลกรุงเทพฯ เป็นจุดขายของสวนสยาม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อน เพราะยุคนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้บริษัท “รีแบรนด์” เป็น สยามอะเมซิ่งพาร์ค” และเติมแม่เหล็กใหม่ๆให้กับสวนสนุก ด้วยการควักงบลงทุน 3,000-5,000 ล้านบาท พัฒนาดินแดนอะเมซิ่งที่ 6 คือ บางกอกเวิลด์” แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่ให้สินค้าโอท็อปทั่วไทยเข้ามาทำตลาด จำลองสถาปัตยกรรมต่างๆมาไว้ภายใน เช่น ศาลาเฉลิมไทย ศาลาเฉลิมกรุง ห้างแบดแมนแอนด์โก ห้างบี.กริม เยาวราช เพิ่มเอ็ดดูเทนเมนต์เอาใจเด็กๆ เป็นต้น  ยิ่งกว่านั้นดินแดนนี้พัฒนามาเพื่อแก้ Pain point สวนน้ำ ที่โล่ง เจออากาศร้อน ไม่ถูกจริตคนไทยมากนัก 

จากปัจจุบันมี 5 ดินแดนที่เป็นไฮไลท์ดึงลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ วอเตอร์เวิลด์ สวนน้ำเจ้าของสถิติทะเลเทียมใหญ่สุดในโลกจากกินเนส์ เวิลด์ เรคคอร์ส เอ็กซ์ตรีมเวิลด์ มีเครื่องเล่นรถไฟเหาะตีลังกา “วอร์เท็กซ์” เครื่องเล่นทิ้งดิ่ง ไจแอนท์ ดร็อป ล่องซุงมหาสนุก ล็อกฟลูม ฯ แอดเวนเจอร์เวิลด์ ผจญภัยไดโนเสาร์ แฟมิลี่เวิลด์ เครื่องเล่นตอบโจทย์ครอบครัว และสมอลล์เวิลด์ เครื่องเล่นไซส์มินิ 

19 ก.ย.นี้ แบรนด์ใหม่จะเริ่มทำตลาดในเชิงรุก แต่ภาพความสมบูรณ์ของสยามอะเมซิ่งพาร์ค จะเห็นมี.ค.ปีหน้า หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน บริษัทคาดว่าจะช่วยปูทางการทำรายได้ให้เติบโตได้ 10% ต่อเนื่อง 2-3 ปี และโครงสร้างรายได้จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะ

ปี 2561 สยามพาร์ค บางกอก มีรายได้รวม 370 ล้านบาท ลดลงกว่า 6% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่กว่า 1.1 ล้านบาทเท่านั้น โดยรายได้ 3 ปีย้อนหลังค่อนข้างเป็นขาลง ส่วนกำไรมีความผันผวน ปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้ 500 ล้านบาท อาจไม่ถึงเป้า โดยรายได้หลักมาจากการขายตั๋วเข้าสวนน้ำ 70% แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนราว 1.2-1.5 ล้านคน เป็นคนไทย 85% ต่างชาติ15% หลักๆจากตะวันออกลาง อินเดียและ รัสเซีย ฯ อนาคตจะมุ่งเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 40%  

ส่วนรายได้อีก 30% มาจากการจำหน่ายอาหาร เช่าพื้นที่ จัดเลี้ยง ขายสินค้าและของที่ระลึกต่างๆ ซึ่งสวนทางกับธุรกิจสวนน้ำสวนสนุกทั่วโลกที่มีรายได้จากการขายตั๋ว 50% และรายได้อื่นๆ 50% โดยภายใน 2 ปี บริษัทต้องการทำให้สัดส่วนรายได้จัดเลี้ยง ขายสินค้า ของที่ระลึกมีบทบาทมากขึ้น และขายตํ๋วมีสัดส่วน 50%


แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: