อนันดาฯประเมินตลาดพลาด พับคอนโดหมื่นล้าน คืนเงินจอง 

อนันดาฯประเมินตลาดพลาด พับคอนโดหมื่นล้าน คืนเงินจอง 
1 สิงหาคม 2562
21,039

อสังหาฯขาลง แผลงฤทธิ์ “อนันดาฯ" ประเมินตลาดพลาด ปรับแผนยุติโครงการหมื่นล้าน "ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย" คืนเงินจองลูกค้า เล็งปรับรูปแบบ-ราคา เปิดตัวอีกครั้งปี63

ตามจดหมายเปิดผนึก (สเตทเมนท์) ที่บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ส่งถึงสื่อมวลชน ชี้แจงถึงการ“ยุติโครงการ”คอนโดมิเนียมไอดีโอ คิว (Ideo Q) พหลฯ-สะพานควาย มูลค่าโครงการกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำเลอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย 0 เมตร โดยปัจจุบันมียอดจอง154 ยูนิต หรือคิดเป็น 39% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขายในเฟสแรก จำนวนรวม 396 ยูนิต จากจำนวนยูนิตทั้งหมดรวม 3 เฟส จำนวน 1,114 ยูนิต

ทั้งนี้เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกมีใจความโดยสรุปว่า ตามที่ได้เปิดตัวพร้อมเปิดให้มีการจองซื้อคอนโดในโครงการดังกล่าวไปในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยโครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง อยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควายเพียง 0 เมตร เมื่อบริษัทได้เปิดให้มีการจองซื้อมาระยะหนึ่ง จึงได้ทราบว่ายังมีกลุ่มลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากที่มีความสนใจและต้องการเข้าถึงโครงการดังกล่าว บริษัทจึงพิจารณาปรับรูปแบบและราคาของโครงการให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดตัวโครงการอีกครั้งต้นปี 2563 

แหล่งข่าวจากบมจ.อนันดาฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุดเท่าที่ดำเนินการมานับจากก่อตั้งบริษัท เป็นการเปิดตัวโครงการที่สองในปีนี้ โดยยืนยันว่า อยู่ระหว่างคืนเงินจองให้กับลูกค้าเต็มจำนวน พร้อมกับให้สิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าเดิมสามารถจองสิทธิ์เลือกยูนิตได้ก่อนลูกค้าใหม่ 

พร้อมยอมรับว่า จังหวะการเปิดโครงการอาจไม่เหมาะสมนักจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยจากการติดตามความต้องการของลูกค้าพบว่ามีความต้องการเข้ามามากแต่ไม่สามารถจองได้เพราะราคาเอื้อมไม่ถึง โดยโครงการภายใต้แบรนด์ไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย ถือเป็นโครงการระดับพรีเมี่ยม ราคาขายอยู่ที่ขั้นต่ำ 5.5 ล้านบาทต่อห้องขนาด 26 ตารางเมตร(ตร.ม.) หรือ 2.2 แสนบาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) จากนี้อาจจะต้องปรับแบรนด์ไปเจาะกลุ่มตลาดกลางบนแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แบรนด์ในระดับกลางบน ของอนันดาฯ ได้แก่ ไอดิโอ และ ไอดิโอ โมบิ ขณะที่โครงการดังกล่าว เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างอนันดา กับ มิตซุย ฟูโดซัง โดยตั้งแต่ ปี 2556- 2562 มีโครงการร่วมทุนกับมิตซุยฯจำนวน 38 โครงการ  มูลค่า 157,600 ล้านบาท 

ด้านแหล่งข่าววงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า กรณีอนันดาฯยุติโครงการและคืนเงินจองเป็นทางออกที่ดี ในการแก้ปัญหา เพราะโดยปกติค่าก่อสร้างแพงกว่าที่ดินถึง 2 เท่า ถ้าก่อสร้างไปแล้วต้องลดแลกแจก ยิ่งถ้าไม่มีความต้องการรองรับก็อาจต้องขาดทุน สู้หยุดโครงการคืนเงินดีกว่า เพราะที่ดินไม่เสื่อมค่า ถือว่าปรับตัวเร็ว ซึ่งดีทั้งกับเจ้าของโครงการและลูกค้า ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจ เจ้าของโครงการถือที่ดินรอเวลาที่เหมาะสมไปก่อน ดีกว่าขึ้นโครงการแล้วโอนไม่หมด จ่ายหนี้สถาบันการเงินไม่ได้กลายเป็นหนี้เสียเกิดขึ้นตามมา

แหล่งข่าวคนเดิม ยังประเมินว่า ทำเลสะพานควายแตกต่างจากอารีย์ หากทำโครงการที่อารีย์ ในราคาเริ่มต้นที่ 2.2 แสนบาทต่อตร.ม. ในโครงการนี้ถือว่าตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเพราะอารีย์เป็นไพร์ม โลเคชั่น ของกรุงเทพฯอีกทำเลหนึ่ง ขณะที่ราคาคอนโดทำเลสะพานควายอยู่ในช่วงราคา 1.3-1.7 แสนบาทต่อตร.ม. และถ้าย้อนไป 5 ปีก่อนราคาจะอยู่ที่ 7-8 หมื่นบาทต่อตร.ม. 

ขณะที่โครงการนี้ของอนันดาฯเริ่มต้นมาที่ 2.2 แสนบาทต่อตร.ม.ในระดับราคานี้ ลูกค้ามองว่า ไปซื้อคอนโดย่านสุขุมวิท สีลม หลังสวน สาทร ดีกว่าเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับบน ปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดในการศึกษาข้อมูลตลาดที่ไม่ดีพอ สองคือเป็นช่วงขาลงของตลาดอสังหาฯในปีนี้ เพราะกำลังซื้อในทุกโครงการ โครงการพรีเซลในทุกโครงการปัจจุบันยอดขายต่ำกว่าเป้า

“ขณะนี้ถือเป็นช่วงขาลงของตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโด ถ้าไม่มีนโยบายจากรัฐบาลเข้ามาช่วยครึ่งปีหลัง เชื่อว่าตลาดอาจจะซึมยาวไปถึงปี2563 เพราะชะลอตัวทั้งซัพพลายและดีมานด์ ยิ่งถ้าเป็นโครงการที่เปิดตัวมาแล้วโลเคชั่นไม่เหมาะสมกับราคาและโปรดักท์ผู้ประกอบการเจ็บตัวหนัก ”

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดของคอนโดในทำเลย่านอารีย์–สะพานควาย พบว่า ปัจจุบันคอนโดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ย่านอารีย์–สะพานควาย ณ สิ้นเดือน ก.ค. นี้มีโครงการคอนโดที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมดประมาณ 12 โครงการ ประมาณ 3,720 ยูนิต มูลค่าโครงการ 17,826 ล้านบาท ขายไปแล้วประมาณ 2,853 ยูนิต หรือคิดเป็น 77% ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด เหลือขายประมาณ 867 ยูนิต หรือคิดเป็น 23%

สำหรับราคาที่ดินย่านนี้ในช่วงที่ผ่านมา มีการปรับราคาขึ้นกว่า 100% มาอยู่ประมาณตารางวา(ตรว.)ละ1 ล้านบาทในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาซึ่งแน่นอนว่าเมื่อราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนในการพัฒนาของผู้ประกอบการ และสะท้อนกลับมาสู่ราคาขายของโครงการที่ต้องปรับขึ้น

นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้ทัศนะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากปัจจัยลบเศรษฐกิจ มาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย(แอลทีวี) ทำให้ตลาดคอนโดที่เคยร้อนแรงเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเข้าสู่หมวดหดตัว โดยคาดว่าปีนี้ คอนโดปีนี้จะติดลบ 20% ส่วนตลาดรวมอสังหาฯ ติดลบอย่างน้อย 5 % ทางออกของผู้ประกอบการ ต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของลูกค้า แต่แน่นอนว่ายอดขายไม่หวือหวาเหมือนในอดีตที่เปิดขายวันเดียวได้เกินครึ่งโครงการ

โดยปรับแผนให้เหมาะสมกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป อย่าใช้เงินโฆษณา ค่าการตลาดหมดเร็วต้องเก็บงบประมาณการตลาดไว้ใช้ระยะยาวจนกว่าโครงการสร้างเสร็จประมาณ3ปี

นอกจากนี้ไม่ควรลงทุนเกินตัว ขยายธุรกิจได้แต่เท่าที่จำเป็นตามศักยภาพของตนเอง ไม่เช่นนั้นอาจต้องขายโครงการ หรือปิดโครงการไป ดีเวลลอปเปอร์ต้องเข้าใจสถานการณ์อย่าทำตัวสวนกระแสตลาดชะลอแต่กลับโหมบุกอย่างบ้าคลั่ง ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตราย และต้องดูด้วยว่าแต่ละทำเลมีดีมานด์ซัพพลายเท่าไร

 



แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง