ศาลฎีกายืน สั่งจำคุก 'เชาวรินธร์' 2ปีไม่รอลงอาญา

ศาลฎีกายืน สั่งจำคุก 'เชาวรินธร์' 2ปีไม่รอลงอาญา

เข้าคุกในวัย 72 ปี ศาลฎีกาพิพากษายืน สั่งจำคุก "เชาวรินธร์ ลัทธศักดิ์ศิริ" 2ปีไม่รอลงอาญา ฉ้อโกงเงินซื้อขายปูนบริษัทกัมพูชา เข้าบัญชีตัวเอง 11 ล้านบาท


สำหรับคดีฉ้อโกงเงินซื้อขายปูนของบริษัท บี.พี.ซี เทรดดิ้ง จำกัด (ประเทศกัมพูชา) ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 และ บจก.บี.พี.ซีฯ ผู้เสียหาย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักดิ์ศิริ อายุ 72 ปี อดีต รมช.ศึกษาธิการ และ อดีต ส.ส. เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา.) มาตรา 341 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 , 14 (1) , 17 (1)

โดยคดีนี้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 27 ก.พ.58 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค.57 บจก.บี.พี.ซี.ฯ ประเทศกัมพูชา ได้สั่งซื้อสินค้าจำพวกปูนซิเมนต์ จากบริษัท ทีพีไอโพลีนพับบลิค จำกัด (ประเทศไทย) โดยทำใบสั่งซื้อส่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ในลักษณะอีเมล (E-Mail) และ บจก.ทีพีไอโพลีนฯ ได้ออกหลักฐาน ใบเก็บเงินค่าสินค้า แจ้งให้ บจก.บี.พี.ซี.ฯ โอนเงินค่าสินค้าจำนวน 352,781 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 11,428,308.40 บาท ผ่านบัญชีเงินฝาก ธ.ทหารไทยฯของ บจก.ทีพีไอโพลีนฯ

ศาลฎีกายืน สั่งจำคุก \'เชาวรินธร์\' 2ปีไม่รอลงอาญา

แต่ระหว่างวันที่ 6 - 9 พ.ค.57 จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลใบเก็บเงินค่าสินค้าเสียใหม่ เป็นว่า ให้ บจก.บี.พี.ซี.ฯ โอนเงินค่าซื้อปูนซิเมนต์ จำนวน 11,428,308.40 บาท ผ่านเข้าบัญชีเงินฝาก ธ.กรุงไทย สาขารัฐสภา ชื่อ Thai and Chinese Bhuddhist Culture (สมาคมวัฒนธรรมวิถีพุทธไทย-จีน) ที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคมฯ โดยทุจริต เป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จนทำให้บจก. บี.พี.ซี.ฯ หลงเชื่อว่าเป็นบัญชีของบจก. ทีพีไอโพลีนฯ ผู้เสียหายที่ 2 จนมีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวที่เป็นของจำเลยกับพวก แล้วต่อมาจำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีของตัวเอง เหตุเกิดขึ้นที่แขวง-เขตดุสิต

ขณะที่ "ร.ต.ท.เชาวรินธร์" จำเลยต่อสู้คดี โดยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา กระทั่งวันที่ 27 ก.ย.59 ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ในความผิดยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 352 วรรคสอง โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง แต่พฤติการณ์ที่จำเลยเบิกเงินกว่า 11 ล้านบาทจากบัญชีที่บริษัทกัมพูชา โจทก์ร่วมโอนผิด โดยไม่ยอมคืนเงิน แต่โอนเงินแยกบัญชีให้ตัวเองและเจ้าหนี้แสดงให้เห็นเจตนาไม่สุจริต ซึ่งการกระทำนั้นเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ พร้อมให้จำเลยคืนเงินค่าชำระสินค้า 11,428,308.40 บาท แก่ บจก.บี.พี.ซีฯ โจทก์ร่วมด้วย

ศาลฎีกายืน สั่งจำคุก \'เชาวรินธร์\' 2ปีไม่รอลงอาญา

ซึ่ง "ร.ต.ท.เชาวรินธร์" ได้ยื่นอุทธรณ์คดี โดยได้ประกันตัวไปในวงเงิน 1 ล้านบาท ต่อมาได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 ม.ค.60 เห็นว่าการที่จำเลยดำเนินการแก้ไขนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลในส่วนของบัญชีธนาคารอันเป็นเท็จ จน บจก.บี.พี.ซี โอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวแล้ว วันรุ่งขี้นจำเลยได้เบิกถอนเงินออกไปจากบัญชีทั้งหมด โดยมีการโอนเงิน 10,742,600 บาท เข้าบัญชีเงินฝาก ธ.กรุงไทย สาขาสีลม ของบุคคลหนึ่ง โดยอ้างว่าเพื่อชำระหนี้เงินกู้และค่าสั่งซื้อไวน์ 42,600 บาท กับโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เป็นเงิน 685,708.40 บาท โดยอ้างว่าเพื่อใช้หนี้ที่จำเลยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ายในการก่อสร้างรูปเคารพพระแม่โพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งยักย้ายเงินดังกล่าวจำเลย เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยแทบทั้งสิ้น

และเป็นการกระทำโดยเร่งรีบย้ายเงินออกจากบัญชี ซึ่งผิดปกติวิสัยในการจัดการเงินบริจาค การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ และข้อหาฉ้อโกง ป.อาญา ตามมาตรา 341 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องในข้อหานี้แต่ลงโทษในข้อหายักยอกทรัพย์นั้นไม่เห็นพ้องด้วย

ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุก "ร.ต.ท.เชาวรินธร์" 3 ปี แต่ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 จึงจำคุกจำเลย 2 ปี และให้คืนเงินแก่ บจก.บี.พี.ซีฯ ด้วยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ขณะที่ "ร.ต.ท.เชาวรินธร์" ได้ยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งศาลก็อนุญาต โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท