อภ.จับมือ กรมการแพทย์ วิจัย ‘สารสกัดกัญชา’ ในผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้คีโม

อภ.จับมือ กรมการแพทย์ วิจัย ‘สารสกัดกัญชา’ ในผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้คีโม
30 พฤษภาคม 2562
840

องค์การเภสัชกรรม กรมการแพทย์ ร่วมมือวิจัยสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง โรคลมชัก ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาท

วันนี้ (30 พ.ค.62) เวลา 09.30 น. ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โสภณ เมฆธน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรมเป็นประธาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ ระหว่าง กรมการแพทย์กับองค์การเภสัชกรรม โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ และนายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ลงนาม 

นายแพทย์โสภณ เมฆธน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรมและกรมการแพทย์ ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ มาตรฐานสากลและได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งพบว่ากัญชามีสารแคนนาบินอยด์ที่มีออกฤทธิ์ยับยั้ง กระตุ้น ช่วยปรับสภาวะสมดุลของระบบประสาท ฮอร์โมนภูมิคุ้มกันและระบบอื่นๆของร่างกาย ทั้ง 2 หน่วยงานจึงได้ร่วมมือกันทำการวิจัยและพัฒนาสารสกัดกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีสัดส่วนปริมาณสารสำคัญ THC และ CBD เหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์ รวมทั้งการศึกษาความคงสภาพ การศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก ตลอดจนการบริหารทางวิชาการ การบริหารจัดการข้อมูลด้านกัญชาทางการแพทย์ในมิติต่างๆด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นระบบ พัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องร่วมกันเพื่อให้การใช้กัญชาทางการแพทย์ มีประสิทธิผลประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา บรรเทาอาการได้

นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การฯจะดำเนินการวิจัย พัฒนาและผลิตสารสกัดกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีสัดส่วนปริมาณสารสำคัญ THC และ CBD เหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์ พร้อมทั้งการศึกษาความคงสภาพและการรับรองคุณภาพของสารสกัดและผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิกรวมทั้งจะผลิตเป็นสารสกัดน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้น 3 สูตร สูตรที่ 1 THC สูงกว่า CBD สูตรที่ 2 CBD สูงกว่า THC และสูตรที่ 3 สัดส่วน THC และ CBD 1 ต่อ 1 สำหรับหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) ขนาด 5 มิลลิลิตร จำนวน 2,500 ขวด ที่ผลิตออกมาได้ตามโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ระยะที่ 1 ที่องค์การเภสัชกรรม อำเภอธัญบุรี ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และจะผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องทุก 4 เดือนๆ ละ 2,500 ขวด นอกจากนั้นในประมาณต้นปี 2563 จะเริ่มทำการผลิตสารสกัดกัญชาตามโครงการระยะที่ 2 ที่จะขยายกำลังการผลิตเป็นระดับกึ่งอุตสาหกรรม บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร ขององค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี  ซึ่งจะสามารถผลิตสารสกัดกัญชาได้เพิ่มมากขึ้น ประมาณ 8 เท่า พร้อมทั้งจะเพิ่มรูปแบบของผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์และรูปแบบการใช้งานของผู้ป่วย ให้มากขึ้น อาทิ รูปแบบยาเหน็บทวารหนัก แผ่นแปะผิวหนัง แผ่นอมใต้ลิ้น ครีม โดยทั้งนี้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาที่ผลิตได้นี้ องค์การฯจะเน้นการนำไปใช้ในโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ Special Access Scheme หรือ SAS ซึ่งเป็นช่องทางในการรักษาผู้ป่วยและเก็บข้อมูลการวิจัยควบคู่กันไป

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์จะดำเนินการศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการ การวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก รวมทั้งการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม เพื่อเป็นยืนยันความมั่นใจ มีข้อมูลวิชาการที่ชัดเจน มีข้อสรุปที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย สำหรับสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรมจะนำไปใช้กับการวิจัยกับผู้ป่วย 3 กลุ่ม โดยในขั้นต้นนี้จะเน้นการวิจัยในรูปแบบกับผู้ป่วยในโครงการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ Special Access  Scheme หรือ SAS กับผู้ป่วยกลุ่ม 1.คือกลุ่มที่สารสกัดกัญชาได้ประโยชน์ในการรักษา ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนชัดเจน ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆแล้วไม่ได้ผล ส่วนกลุ่มที่ 2.กลุ่มโรค ที่สารสกัดกัญชาน่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ แต่จะต้องมีข้อมูลทางวิชาการเพิ่มในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผล เป็นการศึกษาที่เน้นการวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก อาทิ  โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย 3.สารสกัดกัญชาอาจมีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ แต่จะต้องศึกษาวิจัยในหลอดทดลองและกับสัตว์ทดลอง ก่อนนำมาศึกษาวิจัยในมนุษย์ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัย ครบทั้ง 3 ระดับ คือศึกษาวิจัยทางห้องปฏิบัติการการวิจัยทางพรีคลินิก และการวิจัยทางคลินิก 

“องค์การเภสัชกรรม และกรมการแพทย์ ได้ร่วมกันบริหารทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนทรัพยากร เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย ตัวอย่างสารสกัดกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์สำหรับการดำเนินงานวิจัย เพื่อให้สามารถดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบริหารทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยที่ได้พัฒนาขึ้น ตลอดจนให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง