'ประยุทธ์' พูดชัด! กระทรวงหลัก ต้องอยู่กับพลังประชารัฐ

'ประยุทธ์' พูดชัด! กระทรวงหลัก ต้องอยู่กับพลังประชารัฐ
17 พฤษภาคม 2562
7,143

"ประยุทธ์" พูดชัด! กระทรวงหลัก ต้องอยู่กับพลังประชารัฐ พร้อมเผยอยากให้ "ประวิตร-อนุพงษ์" ร่วมรัฐบาลหน้าด้วย

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.วิลาศ อรุณศรี ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พร้อมเปิดใจกับสื่อมวลชนขณะรับประทานอาหารในหลายๆเรื่อง โดยนายกรัฐมนตรียังบอกถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นกลไกทางการเมืองและเป็นเรื่องของแต่ละพรรค ขออย่าคิดเป็นเรื่องของการให้เก้าอี้ ในวันนี้ยืนยันว่า หากถูกอภิปรายในสภา ก็สามารถชี้แจงได้จึงขอสื่อมวลชนอย่าให้ความสำคัญ เพราะยังไม่ได้มีการทำงาน ส่วนคนที่จะมาทำงานเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องเป็นคนมีความรู้ พร้อมปฏิเสธด้วยว่า ไม่ทราบกระแสข่าว การวางตัวนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภาฯ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา ขออย่ากังวล ต้องให้โอกาสได้ทำงานกันก่อน เพราะเมื่อถึงเวลาก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้ เสียง ส.ว. เมื่อเข้าไปทำงานแล้วจะเสียงแตกหรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่ทราบ จะไปคุมอะไรได้ แต่ตนเองทำได้อย่างเดียว ทำความดี และประพฤติตนเป็นแบบอย่างเท่านั้น ขึ้นอยู่กับทุกคนจะเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน

นายกรัฐมนตรี ยังปฏิเสธว่า แกนนำพรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีการเข้ามาปรึกษาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล โดยทุกอย่างให้เป็นเรื่องการดำเนินการของพรรค และขณะนี้เองยังไม่ทราบว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วน 4 กระทรวงหลัก อาทิ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ที่พรรคพลังประชารัฐไม่อยากให้โควตา กับพรรคอื่นนั้น นายกรัฐมนตรี มองว่า ในส่วนนี้ต้องเป็นของพรรคหลักที่จัดตั้งรัฐบาล พร้อมระบุว่า อยากให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับมาทำงานด้วยในสมัยรัฐบาลหน้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพของ พล.อ.ประวิตร ด้วย เพราะที่ผ่านมาทำงานร่วมกันก็รู้ใจ แต่ยังไม่ทราบว่าจะตอบรับเข้ามาทำงานด้วยหรือไม่ เพราะกระทรวงความมั่นคงต้องอยู่กับหน่วยความมั่นคง และเรื่องแบบนี้ไม่ต้องชวนเช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วย

ส่วนกระทรวงหลักๆ ต้องอยู่กับพรรคหรือไม่นั้นเรื่องนี้ทางพรรคกำลังหารือร่วมกันอยู่ แต่ไม่ใช่เข้ามาแล้วจะสามารถทำได้ทุกอย่าง เนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี ขอแต่ละพรรคอย่ากังวลทุกอย่างต้องเป็นไปตามสัดส่วน และเป็นไปตามคะแนนเลือกตั้งที่มีส่วนสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐที่มีพรรคร่วมถึง 20 พรรค ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงอีก พร้อมกับขอสื่อมวลชนอย่าใช้คำว่าต่อรองตำแหน่งทางการเมือง แต่ขอให้เป็นการหารือร่วมกัน พร้อมยืนยันว่าส่วนตัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี บอกถึงกระแสข่าวที่หลายคนกังวลว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไปทำงานในสภาแล้วจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ว่า ช่วงไหนที่เครียดก็เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนข้อกังวลที่จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน นายกรัฐมนตรี มองว่า หากทำให้นาน ก็สามารถอยู่ได้นาน จึงขอให้เวลา เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกทั้งต้องอยู่ที่คนไทยทุกคน รวมถึงสื่อมวลชน และทุกคนต้องปรับตัวทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันคำวิจารณ์แบบเฮดสปีดมีจำนวนมาก พร้อมย้อนถามสื่อมวลชนว่า คำว่าสืบทอดอำนาจเป็นการสืบทอดอำนาจของใคร เพราะรัฐบาลหน้าก็ไม่มีมาตรา 44

ขณะเดียวกัน ย้ำว่า ส่วนตัวไม่มีปมในการเข้าทำหน้าที่หากเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพราะตนเองเข้ามาทำหน้าที่ด้วยความจำเป็น อีกทั้งยังต้องการทำงานเพื่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จึงอย่าคิดว่าตนเองมีอำนาจแล้วจะไม่โดนฟ้องร้องดำเนินคดี ยืนยันว่าส่วนตัวไม่ต้องการชื่อเสียงหรืออะไรทั้งสิ้น และมองว่าเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลควรเกิน 250 เสียง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะลงมติ และหากมีใครลาก็ห้ามไม่ได้ ส่วนจะเกิดการตีรวนหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของทุกคน

นายกรัฐมนตรี ยังบอกถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งนายธนาธรจะต้องสู้กับกฎหมายไม่ใช่สู้กับตนเอง ส่วนที่พรรคอนาคตใหม่มีจำนวน ส.ส. เป็นอันดับสามนั้น นายธนาธรอยู่ฝ่ายใด อยู่ฝ่ายค้านก็อยู่ฝ่ายค้านก็จบไป คงไม่มาอยู่ฝ่ายนี้ เพราะได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ตนเองไม่ได้ไปรังเกียจใครแต่ก็ขึ้นอยู่กับนายธนาธรด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง