ลุ้น“เงินนอก”ซบหุ้นไทย ถูกแขวนป้าย Safe Haven

ลุ้น“เงินนอก”ซบหุ้นไทย ถูกแขวนป้าย Safe Haven
12 พฤษภาคม 2562 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
14,154

สงครามการค้าสหรัฐ & จีน ปะทุเดือดอีกครั้ง! หลังสหรัฐประกาศขึ้นภาษีจีนสู่ระดับ 25% “กูรูหุ้น”ชี้หุ้นไทยไม่ใช่ ตลาดแรกที่จะถูกเทขาย ทว่า SET INDEX กลายเป็นที่ปลอดภัยของเม็ดเงินต่างชาติ บ่งชี้ผ่านรีเทิร์นปีก่อนติดลบแค่ 5-10% 

ในที่สุด (วันที่ 10 พ.ค.2562) คณะทำงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตัดสินใจปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ จากระดับ 10% สู่ระดับ 25%  สร้างความตึงเครียดด้านการค้าที่สูงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน ผ่านสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของโลก กลายเป็นแรงกดดัน ตลาดหุ้นทั่วโลก 

ประเด็น สงครามการค้า” (Trade War) กลับมา ปะทุเดือด อีกครั้ง ภายหลังข้อความจากทวิตเตอร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียออกไปทั่วโลก (เมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา) ว่า สหรัฐฯ จะเก็บขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนจาก 10% มาเป็น 25% คิดเป็นมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ 

ปฏิกิริยาแรกที่ชัดเจนคือ ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วน เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงทันที เช่น ตลาดหุ้น โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวใน แดนลบ” ทันที สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีหุ้นจีน ติดลบ 5.6% ระหว่างการซื้อขาย ซึ่งถือว่าอ่อนแอสุดนับตั้งแต่ปี 2559 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วงมากถึง 500 จุด หรือ 1.6% และระหว่างสัปดาห์ตลาดหุ้นร่วงต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนย้ายเข้าไปลงทุนใน สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven Assets) คือ ทองคำ-พันธบัตร

ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยแม้จะเป็นวันหยุด (6 พ.ค.) แต่เมื่อเปิดการซื้อขายในวันที่ 7 พ.ค. 2562 พบว่าตัวเลขดัชนี SET INDEX ปรับตัวลดลง ต่ำสุด 1,665.58 จุด ก่อนจะเริ่ม ดีดตัวกลับขึ้นมาในช่วงท้ายการซื้อขายมาปิดตลาดที่ระดับ 1,669.68 จุด ลดลง 0.56% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย (Volume) 51,465.56 ล้านบาท โดยระหว่างสัปดาห์ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ราคาทองคำ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สะท้อนความกังวลของนักลงทุน ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในทองคำ ประกอบกับสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน รวมทั้งมีแรงซื้อเงินสกุลดอลลาร์เพื่อหลบความเสี่ยงของตลาดการเงินโลก ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงถึง 4 bps สู่ระดับ 2.44% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

อย่างไรก็ตาม ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ออกมาเรียก “ขวัญกำลังใจ” นักลงทุนว่า การปรับตัวลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในภูมิภาค เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะได้ข้อสรุปภายในเดือนพ.ค.นี้ และคาดในช่วงเดือนพ.ค. กระแสเงินทุนต่างชาติ มีโอกาสที่จะกลับเข้ามาในทิศทางที่ดีอีกครั้ง

นักลงทุนต่างชาติยังรอติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศ ความสามารถการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมไปถึงการส่งออก ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เรามองว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาหรือไม่นั้นปัจจัยหลักคือผลประกอบการบจ.เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ จากการเดินทางไปร่วมประชุมตามคำเชิญจากสหประชาชาติ ที่ให้ไปบรรยายเรื่องความยั่งยืน ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากสภาบันต่างชาติที่ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นในภูมิภาคอยู่เช่นเดิม

ขณะที่ สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด บอกว่า ประเด็นเรื่องสงครามการค้ากำลังสร้าง ความกังวล” (Panic) ให้กับนักลงทุน สะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกแดงเถือก !! โดยเฉพาะสหรัฐและจีน ทว่า สำหรับ ตลาดหุ้นไทย มองว่าจะไม่ได้เสียหายจากประเด็นดังกล่าวมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่กระทบเพียงแต่เมืองไทยกระทบแค่ระดับหางๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อย่างเกาหลี ไต้หวัน ป็นต้น

ฉะนั้น หากการเจรจาไม่มีความชัดเจนหรือมีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยอาจจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะใน ตลาดบอนด์” (Bond) ขณะที่ตลาดหุ้นไทย เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) มีโอกาสไหลเข้ามาบ้าง แต่คงไม่ ร้อนแรงมาก แต่หากสงครามการค้ามีความชัดเจนและสถานการณ์ดีขึ้นประโยชน์อาจจะกลับไปอยู่ฝั่งประเทศจีนและสหรัฐฯ !!

หุ้นไทยจะไม่ใช่ตลาดแรกๆ ที่จะถูกต่างชาติเทขายหุ้นออกมา สะท้อนจากปีก่อนที่ตลาดหุ้นจีนติดลบ 30% แต่ตลาดหุ้นไทยติดลบแค่ 5-10% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีมุมมองว่า ในประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจจะยังไม่จบ หรืออาจจะต้องยืดยื้อด้วยการเจรจากันต่อไปอีก ฉะนั้น หุ้นที่มองว่าจะได้ประโยชน์หากสงครามการค้าไร้ข้อสรุปหรือรุนแรง คือ หุ้น กลุ่มการบริโภคภายในประเทศ” (Domestic) ส่วนหุ้นที่ได้รับผลกระทบจะเป็นหุ้น กลุ่มส่งออก แต่มองว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวรับรู้ผลกระทบไปมากแล้วในปีก่อน เนื่องจากเรื่องสงครามการค้าไม่ใช่เรื่องใหม่

สุกิจ บอกต่อว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนที่ถือ เงินสด อีกมากเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาไม่กล้าลงทุน ดังนั้น หากมีความชัดเจนนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวพร้อมที่จะซื้อหุ้นได้ทันที ยิ่งเฉพาะตอนนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมาก และสงครามการค้าเป็นแค่เรื่องทางเทคนิคระยะสั้นๆ หากไม่มีความรุนแรงเม็ดเงินต่างชาติก็จะไหลออกจากบอนด์เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ก็ยังมีนักลงทุนที่ตกขบวนไม่กล้าเข้ามาซื้อหุ้น สาเหตุหลักๆ คือราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วมาก ทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนยังถือเงินสดอยู่จำนวนมาก แต่หากทุกอย่างชัดเจนทั้งเรื่องการเมืองในประเทศและสงครามการค้า นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวจะตัดสินใจซื้อหุ้นได้ไม่อยากแล้ว หลังปัจจัยเสี่ยงลดลงมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากมองตลาดหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ดีสุดในโลกในแง่ของผลตอบแทนการลงทุน แต่ในความเป็นจริงคงไม่มีตลาดหุ้นไหนที่จะครองแชมป์ในระดับที่ดีได้ต่อเนื่องยาวนาน เนื่องจากช่วงหลังนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งตลาดหุ้นเมืองไทยยังไม่ค่อยมีหุ้นกลุ่มดังกล่าวเท่าไหร่

ทั้งนี้ กูรู” บอกต่อว่า ปัจจัยบวก ที่มีผลต่อการลงทุนคือ อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ” (เฟด) น่าจะมีความชัดเจนแล้วว่าเฟดคงจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็ว หลังประธานเฟดออกมาพูดเมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า อัตราดอกเบี้ยตอนนี้ถือว่าอยู่ในภาวะที่เหมาะสม และคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นในไตรมาส 1 ปี 2562 ปรับตัวขึ้นมาเร็ว มาจากการส่งสัญญาณเรื่องการไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด จากปลายปีที่ผ่านมามองว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นเร็ว ซึ่งทำให้สภาพคล่องของโลกไม่ได้ลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

สงครามการค้า ที่วันนี้กลับมา ฮอตฮิต อีกครั้ง ซึ่งระดับความกังวลเรื่องสงครามการค้า ยังมีมุมมองว่าอยู่ในระดับของการเจรจาที่ยังมีโอกาสที่ยังมีข้อสรุปได้ ขณะที่มองในแง่ร้ายที่ ระดับความเสี่ยงสูงสุด มองว่าสหรัฐฯ อาจจะมีการขึ้นภาษีจาก 10% เป็นระกับ 25% ของมูลค่าสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านบาท แต่ยังไม่ได้มองว่าจะเกิดกรณีขึ้นภาษีมูลค่า 3 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ฟากนักลงทุนสถาบันยังมีมุมมองว่า ประเด็นสงครามการค้าตอนนี้เป็นเรื่องของแทคติกของการเจรจามากกว่า ยังไม่ได้มองไกลถึงขั้นการขึ้นภาษี

เรามองเลวร้ายสูงสุด การปรับขึ้นภาษี คาดว่าในระยะสั้นๆ จะทำให้ตลาดหุ้นเสียเซนติเมนท์ไปบ้าง

ประเด็นสงครามการค้าตลาดหุ้นไทยอาจจะโดนผลกระทบแค่หางๆ เท่านั้น สะท้อนจากปีก่อนดัชนี SET INDEX ปรับตังลดลงมาแค่ 10% และตลาดติดลบ 10% ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบเรื่องราคาน้ำมันดิบร่วงหนักมากในช่วงปลายปีก่อน หากราคาน้ำมันไม่ร่วมหนัก อาจจะทำให้ตลาดหุ้นไทยติดลบแค่ 5-6% เท่านั้น

หากมีแค่เรื่องสงครามการค้าเป็นปัจจัยลบ ตลาดหุ้นไทยอาจจะกลายเป็น ตลาดหุ้นปลอดภัยจะเห็นจากปลายปีที่แล้วมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าที่สุด อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าตลาดเมืองไทยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยมาก

3.เรื่องการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยมีการขยายกำหนดเวลาการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ ทำให้ตอนนี้อาจจะไม่มีผลต่อตลาด เพราะว่าเบร็กซิทมีการเลื่อนออกไปอีกไกล

และ เรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอย เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อเศษฐกิจมากกว่า โดยปลายปีก่อนมีการคาดการณ์ว่าปีนี้จะเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจถดถอย แต่จนถึงวันนี้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักลงทุนสถาบันหลายแห่งจากต่างประเทศ เชื่อว่าจะไม่มีภาพเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้น โดยเฉพาะการที่เฟดมีการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นการลดแรงกดดัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วง เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัวลง แต่ว่าไม่ได้ถดถอย เพราะฉะนั้นการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แน่นอนต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน

สำหรับ กลยุทธ์ในการบริหารเงินก็แนะนำให้เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น คือ การค่อยซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงต้องใช้กลยุทธ์ที่ระมัดระวังในการลงทุนที่ต้องพิจารณาราคาหุ้นด้วยคือ ซื้อหุ้นเมื่อราคาอ่อนตัวลง มองว่าการลดลงของตลาดหุ้นถือเป็นโอกาสเข้าซื้อ

ทอม-ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) บอกว่า หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี และมีการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ คาดว่ากระบวนการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย.2562 ดังนั้นจึงจะทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น

สอดคล้องกับทิศทางกระแสเงินทุนจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกด้วย ถ้าการเลือกตั้งมีความชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งมีโอกาสที่กระแสเงินทุนจะไหลกลับเข้าไทย เหมือนเช่นกับที่ประเทศอินโดนีเซียที่ความชัดเจนด้านการเลือกตั้ง จึงทำให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย

โดยในช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1,644-1,675 จุด ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทาง Sideway Up ซึ่งทิศทางการลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุดยังคงเป็นปัจจัยในประเทศจากสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ระหว่างการประกาศผลเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเดือนพ.ค.นี้

ขณะที่ปัจจัยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศและปัจจัยทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นในลำดับรองลงมา

ขณะที่ความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งยังคงเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง จากการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการปรับคาดการณ์ลดลง

สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความเป็นไปได้กรณีมีการปรับลดอัตรานโยบายดอกเบี้ยของเฟด และผลกระทบความคืบหน้า และการคาดหวังการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและจีนร่วมกันในเดือนพ.ค. ส่วนกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) ในเรื่องการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมการบินที่อาจส่งผลต่อการขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกัน โมเมนตัมทางเศรษฐกิจของ EU ที่อ่อนแอลงและเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงต่อจากนี้ และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงสิ้นปี

---------------------------------

อิเล็กทรอนิกส์ส้มหล่นออเดอร์โต

อนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทระบบเครือข่าย Network System ที่ตั้งเป้ายอดขาย 150 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป หลังจากช่วงที่ผ่านมามียอดขาย 50-100 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยผลิตภัณฑ์นี้มีความต้องการซื้อจากลูกค้าใหม่จากประเทศสหรัฐเข้ามาเพิ่มเติมราว 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ผลิต Network รายใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบจาก “สงครามทางการค้า” ระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ ขณะที่บริษัทเชื่อว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก

เราเชื่อว่าประเด็นสงครามการค้า คาดว่าจะทำให้บริษัทมีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต

โดยปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต “10-15%” จากปีก่อนที่มีรายได้ 53,884.5 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,137.03 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2562 คาดว่าจะดีกว่าช่วงไตรมาส 1 ปี 2561 และในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคำสั่งซื้อค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่ และฐานลูกค้าเดิมที่มีการขยายตัวตาม รวมไปถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้ามาเพิ่มยอดขายด้วย

ส่วนกรณีที่ค่าเงินบาทผันผวนนั้น มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงในรูปแบบของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่บริษัทก็มีการซื้อขายในรูปแบบสกุลเงินยูโรด้วย ซึ่งการสั่งซื้อสินค้าจะมีรอบการชำระเงินประมาณ 1 เดือน โดยบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกเกือบ 100% ซึ่งเป็นการส่งออกไปยังสหรัฐ 30% และสหภาพยุโรป 30%

ในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ราว 100-200 ล้านบาท โดยเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร จากปีก่อนที่บริษัทใช้งบลงทุนไปทั้งสิ้น 500-600 ล้านบาท

อนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิ 8-9% จากปี 2561 ที่อยู่ 9.52% ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ 8.29% และ คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง โดยมาจากการที่บริษัทผลิตสินค้าตัวใหม่ ซึ่งอาจมีต้นทุนทางด้านการผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น ปีนี้จะมากกว่าปีก่อนที่อยู่ 22.84% รับผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่แผนระยะยาว 5 ปี (2562-2566) บริษัทตั้งเป้าทำให้ผลกำไรสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นเครื่องจักรเพื่อลดปัญหาของการขาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย. บริษัทจะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ที่ทางไต้หวันส่งตัวแทนเข้ามาร่วมบริหาร ซึ่งจะมีการหารือและทบทวนถึงแผนธุรกิจ งบลงทุน การซื้อกิจการ หรือ ร่วมลงทุน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง