เตือนขับรถทางไกลดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวันเสี่ยงหัวใจเต้นเร็ว

เตือนขับรถทางไกลดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวันเสี่ยงหัวใจเต้นเร็ว
13 เมษายน 2562
3,406

กรมอนามัย เตือนขับรถทางไกลดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวันเสี่ยงหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ใจสั่นแนะคุมปริมาณแต่พอดี

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งระหว่างการเดินทางผู้ขับรถอาจมีอาการง่วงและเหนื่อยล้าอ่อนเพลียผู้ขับรถบางรายจึงใช้วิธีการดื่มกาแฟซึ่งมีสารคาเฟอีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว แต่การดื่มกาแฟหากดื่มมากกว่า 4 แก้วต่อวันจะทำให้ร่างกายได้รับกาเฟอีนมากถึง 500 - 1000 มิลลิกรัม ทั้ง ๆ ที่โดยปกติร่างกายควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น จึงอาจส่งผลให้อาการหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ใจสั่น และยังส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะด้วย เพราะเมื่อดื่มกาแฟไปแล้วประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง คาเฟอีนจะออกฤทธิ์และภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมงสารคาเฟอีนกว่าครึ่งจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะที่เพิ่มมากขึ้น

“นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภทชูกำลังก็ควรงดหรือเลี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะแม้หลายคนจะมีความเชื่อว่าเครื่องดื่มชูกำลังจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ไม่ง่วง แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ยิ่งละเลยการพักผ่อน ทำให้ยิ่งอ่อนล้าจนมีอาการมึนงง อีกทั้งยังส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและหัวใจตามมาในระยะยาวได้ ดังนั้น ผู้ขับรถทางไกลควรเปลี่ยนเป็นดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน หรือกินผลไม้สดหรือดื่มน้ำผลไม้คั้นสดรสเปรี้ยวที่เป็นแหล่งวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง มะม่วงดิบ หรือสับปะรด แทนจะดีกว่า เพราะวิตามินซีจะช่วยต้านความเหนื่อยล้าที่มาจากความเครียดและกังวลขณะขับรถได้” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ทางด้านดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวเสริมว่าอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือกินในปริมาณที่พอดีขณะขับรถคืออาหารประเภทข้าวแป้ง เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว และข้าวเหนียว เพราะทำให้รู้สึกง่วงได้ง่าย รวมทั้งให้เลี่ยงกินผักที่ย่อยยาก เช่น กะหล่ำปลีดิบ ดอกกะหล่ำ ถั่ว หอมใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง และมันฝรั่ง เป็นต้น งดเครื่องดื่มที่มีฟอง เช่น โซดา หรือน้ำอัดลมผสมโซดา เพราะมีผลทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอนเช่นเดียวกัน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags: