ระวังบาทอ่อน

ระวังบาทอ่อน
27 กุมภาพันธ์ 2562 | โดย บล.โกลเบล็ก
5,310

SET Index วานนี้ปรับตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาค

โดยปัจจัยที่เข้ามากระทบหลัก คือ ราคาน้ำมันดิบที่ปิดร่วงลงกว่า 3% เมื่อคืนนี้ กดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย PTT PTTEP และ PTTGC ส่งผลให้ SET Index ปิดที่ 1,663.59 จุด (-8.19 จุด) Volume 5.3 หมื่นลบ. จาก Foreign Net  -620.64 ลบ. TFEX Net -4,449 สัญญา และ ตลาดตราสารหนี้ -115 ลบ.

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย

+น้ำมัน WTI ปิดบวกเล็กน้อยรับความหวังโอเปกเดินหน้าลดผลิตแม้ถูก"ทรัมป์"กดดัน

+"พาวเวล" ประธานเฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย ย้ำตัดสินใจนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจ

+ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐพุ่งแรงสู่ 131.4 ในเดือนก.พ.

-ดาวโจนส์ปิดลบเหตุวิตกผลประกอบการ-ข้อมูลศก.สหรัฐอ่อนแอ

-สหรัฐเผยตัวเลขเริ่มต้นสร้างบ้านดิ่งต่ำสุดรอบกว่า 2 ปีในเดือนธ.ค.

-ราคาบ้านสหรัฐเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำสุดรอบกว่า 3 ปี

+/- Fund Flow ต่างชาติมีสถานะซื้อ YTD 8.1 พันล้านบาท ค่าเงินบาท 31.36 บาท/US

คาดดัชนี SET วันนี้มีแนวโน้มผันผวนแม้ยังมีหวังได้รับข่าวดีสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน และราคาน้ำมันปิดบวก รวมทั้งเฟดส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย โดยมีปัจจัยกดดันจากค่าเงินบาทอ่อนค่าและปัจจัยการเมือง  คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,655-1,675 จุด

กลยุทธ์การลงทุน

  • FTSE Large Cap : HMPRO GULF EA MINT MAKRO BEM DIF
  • FTSE Mid Cap : MTC GPSC

        * HMPRO MTC มีผลตอบแทน YTD น้อยกว่าดัชนี

  • หุ้นได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง : VGI PLANB MACO CPALL MAKRO BJC TKS
  • ขยายเวลา Visa On Arrival : AOT  CENTEL ERW
  • High Dividend : KAMART SIRI SNC ORI DIF BTSGIF SC MC AIT QH KKP TKS

หุ้นแนะนำพิเศษ

SAWAD Analyst Meeting (ราคาปิด 50 Bloomberg Consensus 55) มุมมองบวก

ปี 61 มีกำไรสุทธิ 3,001 ลบ. +11% โดยมีรายได้ดอกเบี้ย 5.8 พันลบ. +17% พอร์ตลูกหนี้ 2.3 หมื่นลบ. +29% บริษัทจ่ายปันผลเป็นหุ้นอัตรา 10:1 และจ่ายเงินสดปันผลหุ้นละ 0.012 บาท XD 7 พ.ค. วันจ่าย  22 พ.ค. ผู้บริหารเปิดเผยว่าบริษัทอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างและจัดพอร์ต (อีกรอบ) หลังเพิ่มทุนแบบ PP ให้กับกลุ่มคาเธ่ย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่สัญชาติไต้หวันเข้ามาถือหุ้นสัดส่วนประมาณ 10% ในเดือนก.พ.62 ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ในปี 62 เติบโต 20-30% ในทุกกลุ่มสินเชื่อที่ใกล้เคียงกัน ตั้งเป้าว่าปลายปีนี้จะมีสาขา 3,100 สาขาจาก 2,870 สาขา ณ ปลายปี 61 มองโอกาสปล่อยสินเชื่อลูกค้า SME เพราะเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสถาบันการเงินได้ยากแต่บริษัทมีนโยบายจำกัดที่สัดส่วนไม่เกิน 10% ของพอร์ต  ผู้บริหารประเมิน NPL น่าจะทรงตัว %NPL ปลายปี 61 ลดเหลือ 3.02% จาก 3.94% ณ ปลายปี 60

ความเห็น ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อโอกาสในการเติบโตในอนาคตจากกฏระเบียบในการปล่อยสินเชื่อที่มีความชัดเจนมากขึ้น ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและต้นทุนการเงินที่มีแนวโน้มลดลงหลังมีพันธมิตรใหม่ รวมทั้งการได้รับใบอนุญาตใหม่ๆที่จะช่วยต่อยอดรายได้ในอนาคต Bloomberg Consensus คาดกำไรปี62 เติบโตราว 22%

  • PRINC analyst meeting ราคาปิด 9 บาท “Wait&See”

บริษัทเพิ่งย้ายกลุ่มอุตสาหกรรมจากอสังหาริมทรัพย์ หลังจากมีรายได้มากกว่า 50% มาจากกลุ่ม รพ. ปัจจุบันมี รพ. ภายใต้การบริหารทั้งหมด 5 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งเป็น รพ. ขนาดกลาง มีขนาดตั้งแต่ 60 เตียง จนถึง 150 เตียง โดยเน้นกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางเป็นหลัก และเน้นการเปิดสาขาตามต่างจังหวัด

งวดปี 61 รายงานรายได้ธุรกิจ รพ. เท่ากับ 2,084 ลบ. +23%YoY และธุรกิจอสังหาฯ เท่ากับ 574 ลบ. +21%YoU อย่างไรก็ตาม บริษัทรายงานขาดทุน เท่ากับ 152.6 ลบ. เนื่องจากธุรกิจรพ. อยู่ในเฟสของการลงทุนและพัฒนา ทำให้มี %U.rate อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับผลกระทบของค่าเสื่อมราคา อย่างไรก็ดี บริษัทขาดทุนน้อยลงจากปี 60 ที่ขาดทุน 371.6 ลบ. และ %EBITDA ปี 61 อยู่ที่ระดับ 15.7% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 60 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.5%

ปี 62 ผบห.มองว่าจะเริ่มเห็นผลประกอบการในทิศทางที่ดีขึ้น และยังคงตั้งเป้าขยายธุรกิจ รพ. อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมี รพ. ทั้งหมด 8 แห่ง และมีแผนเพิ่มเป็น 20 แห่งภายในปี 65 ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด บริษัทประกาศเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไปจัดสรรให้บุคคลในวงจำกัด (PP)จำนวน 324ล้านหุ้น คิดเป็น 10% ต่อทุนชำระแล้ว

ความเห็น บริษัทยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเร่งหาลูกค้าให้มาใช้บริการมากขึ้น เพื่อเพิ่ม %U.rate ให้ผ่านจุดคุ้มทุน ประกอบกับการเร่งการขยายการลงทุน ในขณะที่ปริมาณลูกค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม แต่จะยิ่งได้รับผลกระทบจากค่าเสื่อมราคามากขึ้น ซึ่งจะกดดันต่อกำไรสุทธิ ดังนั้น เราแนะนำ wait&see

  • IRPC analyst meeting มุมมอง Neutral

โครงการ catalyst cooler จะ COD ภายในมีนาคมนี้ โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยให้โรงกลั่นสามารถใช้น้ำมันที่หลากหลายมากขึ้น(ต้นทุนน้ำมันจะถูกลง) โดยจะช่วยหนุน GIM ราว 0.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบัน GIM อยู่ที่ระดับ 13.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล - บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 7.1 หมื่นล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย 4.1 หมื่นล้านบาทจะลงทุนในโครงการ MARS ซึ่งทำให้ผลิตสารอะโรมาติกได้เพิ่มขึ้นอีกทั้งเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ความเห็นเรามีมุมมองบวกในระยะยาวต่อ IRPC เนื่องจากมีการขยายการลงทุนและมีการปรับปรุงการผลิตอย่างต่อเนื่องทำให้มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวอย่างไรก็ตามในระยะสั้นผลประกอบการอาจถูกกดดันจากค่าการการที่ปรับตัวลงตาม spread gasoline ทำให้ในระยะสั้นยังไม่สดใส

  • PTT analyst meeting (มุมมองเชิงลบ)

บริษัทเผยงบลงทุน 5 ปีราว 1.67 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 40% ลงทุนในบริษัทลูกและ PTTOR 21% ลงทุนในคลัง LNG 16%ลงทุนในท่อก๊าซฯ เส้นที่ 5 วังน้อย-ราชบุรี 16% ลงทุนกับพันธมิตรในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Blockchain และ 7%ลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจก๊าซฯ

เรามีมุมมองเชิงลบต่อผลประกอบการของ PTT เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นอาจอ่อนตัวลงตามค่าการกลั่นหลัง spread gasoline ปรับตัวลง อีกทั้ง PTTGC และ TOP มีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น 54 วันและ 30 วันตามลำดับ ด้านธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากต้นทุนก๊าซฯ ปรับตัวขึ้น ขณะที่ราคา HDPE ปรับตัวลงตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ

หุ้นมีข่าว   

·         TMB-TCAP แจ้งถึงการเซ็นบันทึกข้อตกลงในการควบรวมกิจการ TMB กับ TBANK โดย TBANK จะปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งจะได้ประโยชน์และรวมกิจการด้วยการโอนกิจการทั้งหมด ซึ่งคาดว่ามูลค่ารวมธุรกรรมราว 1.3-1.4 แสนลบ. แหล่งเงินทุนในการทำธุรกรรมครั้งนี้จะมาจากการออกตราสารหนี้และหุ้นเพิ่มทุน เงินทุนในการออกหุ้นเพิ่มทุนคิดเป็น 70% ของมูลค่าธุรกรรมโดย TMB จะเพิ่มทุนแสนล้านบาท แบ่งเป็นขายให้ TCAP และธนาคารโนวาสโกเทีย (BNS) 5-5.5 หมื่นลบ. ที่เหลือ 4-4.5 หมื่นลบ. ขายให้ก.คลังและ ING  มูลค่าหุ้นเพิ่มทุนเท่ากับ 1.1 เท่าของมูลค่าตามบัญชี  โดยจะมี ING, TCAP และก.การคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ส่วน BNS จะมีสัดส่วนน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ  หลังควบรวมกิจการจะใช้ชื่อใหม่ มีสินทรัพย์รวม 1.9 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับ 6 ของระบบ มีฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านคน คาดธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในปี 62

ความเห็น นับเป็นดีลใหญ่ที่จะช่วยสร้าง synergy ให้กับทั้งสองธนาคารที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจจากมูลค่าสินทรัพย์ที่สูงขึ้น ต้นทุนเงินทุนที่ลดลง การประหยัดจากการขยายขนาด (economies of scale) ในการลงทุนด้าน IT และการตลาด ช่วยเพิ่มรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ธนาคารได้จัดประชุมนักวิเคราะห์ในเช้าวันนี้

·         CPALL Analyst Meeting (ราคาปิด 80.00 ราคาเหมาะสม Bloomberg Consensus 83.45)

ผบห.ได้ให้ภาพแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจไว้ดังนี้ 1)คงเป้าการขยายสาขาปีละ 700 สาขา โดยจะเป็นสาขาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีพื้นที่สำหรับนั่งทานอาหาร พื้นที่สำหรับจอดรถ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ร้านรูปแบบใหม่สามารถสร้างการเติบโตแบบ SSSG(Same store sale growth) ได้เป็นอย่างดี โดยบริษัทยังคงเป้าการเปิดสาขาที่ 13,000 สาขาภายในปี 64 จากปัจจุบันที่ 10,988 สาขา 2)คาดจะใช้เงินลงทุนราว 11,500 - 12,000 ลบ. เพิ่มขึ้นจากเดิมราว 20%YoY เนื่องจากสาขารูปแบบใหม่ใช้เงินลงทุนที่มากกว่า มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น และอาจมีการซื้อกิจการเข้ามาเพิ่มเติม 3)บริษัทยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับทาง 7-11 ของอเมริกาในการรับสิทธิ์ Master Franchise เพื่อขยายสาขาในประเทศลาวและกัมพูชา คาดจะทราบผลภายในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเรามองว่าการเติบโตหลักของบริษัทในปี 62 จะยังมาจากในประเทศ และจากบริษัทลูก MAKRO ที่เริ่มขยายไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการขยายสาขา 7-11 ไปยังลาวและกัมพูชาก็เป็นตลาดที่น่าสนใจเนื่องจากยังมีผู้เล่นน้อยราย โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิปี 62 ที่ราว 23,600 ลบ. เติบโต 13%YoY

·         IVL (ราคาปิด 49.25 "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 61.5) รายงานกำไรสุทธิปี 61 ที่ 26,465 ลบ.+27%YoY ใกล้เคียงกับที่เราคาด  เติบโตตามกำลังการผลิตรวมที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14% แบ่งได้เป็น PET เพิ่มขึ้น 14% สู่  4,266 KTA , Fiber เพิ่มขึ้น 13% สู่ 1,545 KTA และ Feedstock เพิ่มขึ้น 15% สู่ 4,608 KTA โดย core EBITDA/ton ปรับตัวขึ้นแทบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ PET ที่ปรับตัวอย่างโดดเด่นสู่ 138 $US/ton (+73%YoY) ส่งผลให้ EBITDA รวมของบริษัทปรับตัวขึ้นราว 33% สู่ 47,129 ลบ. XO คาดปี 62 ทำนิวไฮต่อเนื่อง เป้ารายได้โตกว่า 10-15% หลังลูกค้ายอมให้ปรับขึ้นราคาขาย ,ลงทุน 130 ลบ.

·         + ATP30 (ราคาปิด 1.56  “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 2.40) รายงานกำไรสุทธิปี 61 เท่ากับ 41 ล้านบาท +56% ใกล้เคียงกับที่คาด ตามการเติบโตของรายได้ 21% เป็น 422 ล้านบาทในการขยายบริการกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น 3 ราย ซึ่งทำให้มีจำนวนรถบริการเพิ่มขึ้น 18% เป็น 280 คัน %GP ปรับดีขึ้นเป็น 25.6% จาก 23.4% ในปี 60 จากต้นทุนบริการลดลงและจำนวนรถที่ตัดค่าเสื่อมราคาครบแล้วมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 33 คันและมีรถที่ขายไป 2 คันมีกำไร %NP ปรับดีขึ้นเป็น 9.7% จาก 7.6% ในปี 60 บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 0.04 บาทต่อหุ้น yield 2.6% กำหนด XD 11 เม.ย. วันจ่าย 30 เม.ย.

 

·         ประเด็นบวกกลุ่มสื่อสาร ลุ้น คสช.ออก ม.44 อุ้ม 3 ค่ายมือถือ ขยายงวดชำระค่าประมูลคลื่น 900 MHz งวดที่ 4 ออกไป(ที่มาข่าวหุ้น)

·         SISB ตั้งเป้ารายได้ปี 62 โต 15-20% เน้นทำตลาดดันจำนวนนักเรียนเข้าเป้า 250 คน  วางงบลงทุน 146 ลบ.

·         ประเด็นบวกกลุ่มรับเหมา ครม.ไฟเขียวส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสีแดง 2 ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา และ รังสิต-มธ. รวมวงเงิน 1.68 หมื่นลบ.

·         THANA เพิ่มทุนแบบ General Mandate 75.79 ล้านหุ้น ขายผถห.ดิม-PP ออกหุ้นกู้ 300 ลบ.

·         PRINC เพิ่มทุนแบบ General Mandate ราว 324.01 ล้านหุ้นเสนอขาย PP

·         J ออกหุ้นเพิ่มทุน 601.06 ล้านหุ้นขาย ผถห.เดิม 1.20:1 แถมวอร์แรนต์ 2:1

·         BKD เตรียมยื่นขอย้ายจาก mai เข้าเทรดใน SET หวังผลดีต่อภาพลักษณ์

 

 

 


แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: