ย้ายแน่!รถตู้รอบอนุสาวรีย์ ไป'หมอชิต-สายใต้-เอกมัย'

ย้ายแน่!รถตู้รอบอนุสาวรีย์ ไป'หมอชิต-สายใต้-เอกมัย'
30 กรกฎาคม 2559
44,775

ทหารลั่นย้ายแน่ รถตู้รอบอนุสาวรีย์ ไป “หมอชิต-สายใต้-เอกมัย” 25 ต.ค.นี้ ตั้งชื่อตาม 4 เกาะ กันผู้โดยสารสับสน

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี รองผบ.พล.ม.2 รอ. ในฐานะประธานคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ พ.อ.สมบัติธัญญะวัน เสนาธิการ พล.ม.2รอ. พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ อ่อนน้อม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่งจำกัด (บขส.) ผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯร่วมกันประชุมชี้แจงผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะที่วิ่งร่วมกับบขส. เรื่องการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เป็นระเบียบอย่างยั่งยืนตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในการจัดแนวทางการจัดระเบียบรถตู้ประจำทางมาตรฐาน 2 (จ.) ,(ต.),(ช.) หมวด 2 วิ่งเส้นทางระหว่างกทม.ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร จำนวน 4,205 คันในจุดต่างๆ โดยเฉพาะรอบพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ได้แก่ หมอชิต สายใต้บรมราชชนนี และเอกมัย เพื่อให้การจัดระเบียบถูกต้องตามกฎ ระเบียบ และเงื่อนไขใบอนุญาตฯที่กรมการขนส่งทางบก และบขส.กำหนดไว้ เพื่อลดปัญหาร้องเรียนการจราจรติดจัดในเมือง กทม. และยกระดับการบริการให้ได้มาตรฐาน การบริการ ความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางของประชาชน  

พ.อ.สุวิทย์ แถลงข่าวภายหลังว่า การประชุมครั้งนี้เป็นไปตามแผนที่เราตั้งไว้ เพื่อรับทราบปัญหา ความต้องการของผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกันทางคณะกรรมการได้ชี้แจงแผนขั้นต้น หลังจากวันนี้ไปจะนำปัญหาต่างๆที่ได้รับวันนี้ไปปรับแผนอีกครั้งหนึ่งในห้วงวันที่ 24 ส.ค. เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความพอใจ ส่วนข้อห่วงใยผู้ประกอบการคือ เรื่องความปลอดภัย ในการต่อรถผู้โดยสารไปยัง หมอชิต เอกมัย สายใต้ ซึ่งเรามีแนวทางแก้ปัญหาอยู่แล้ว ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ บขส. และทหาร ที่ประจำในพื้นที่ทั้ง 3 สถานี ขณะนี้มีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย เรื่องความปลอดภัยถือเป็นนโยบายแรกในการจัดระเบียบรถตู้

พ.อ.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ผู้ประกอบการระบุว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุดนั้น คงไม่ใช่ เพราะการประกอบการที่ผ่านมาไม่ถูกต้องตามระเบียบกรมการขนส่งทางบก เพราะรถเข้าร่วม บขส.จะต้องเริ่มต้นสถานีของ บขส. ทั้งนี้เรื่องของการสำรวจความเห็นประชาชน มีแผนดำเนินการเป็นห้วงๆอยู่แล้วในช่วงเดือน ส.ค.และ ก.ย. ทั้งการประชาสัมพันธ์ โดยจะให้ บขส.และขสมก.ร่วมทำกราฟฟิก เริ่มประชาสัมพันธ์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า รถชัดเตอร์บัส บริการผู้โดยสารวิ่งเส้นทางไหน และบริเวณพื้นที่แต่ละสถานีจะให้รถตู้เข้าออกเส้นทางไหน รวมทั้งซักซ้อมการปฏิบัติและการประชุมวันนี้ยังไม่จบ ต้องปรับแผน และประชาสัมพันธ์ ฉะนั้นคิดว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าว

พ.อ.สุวิทย์ กล่าวว่า จุดจอดปัจจุบันของรถตู้อยู่ทั้ง 4 เกาะรอบอนุสาวรีย์ พร้อมไปดูสถานที่ หมอชิต สายใต้ เอกมัย และตั้งชื่อในลักษณะเดียวกัน คือเกาะพญาไทย เกาะพหลโยธิน เกาะดินแดง เกาะราชวิถี เพื่อให้เขาได้ทราบว่าเส้นทางที่เคยขึ้นอยู่จะต้องไปที่ไหน อย่างเกาะพญาไทย ไปที่หมอชิต เชื่อว่าตรงนี้จะไม่สร้างความสับสนผู้โดยสารและทับซ้อนเส้นทาง ส่วนการบริหารจัดการเวลารถวิ่งก็เป็นเรื่องของผู้ประกอบการ และ ทหารกับ บขส.จะร่วมควบคุมด้วยจนถึงระยะเวลาที่ครบกำหนด ทั้งนี้ในแต่ละสถานีมีคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย บขส. กรมการขนส่งทางบก กทม. ตำรวจ ส่วนทหารเป็นพี่เลี้ยงในทุกสถานี ยืนยันว่า การย้ายรถตู้รอบอนุสาวรีย์ไปยังสถานีขนส่งหมอชิต สายใต้ เอกมัย จะเป็นไปตามแผนเดิม แม้ว่าผู้ประกอบการยังมีปัญหาอยู่ก็ตาม มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อให้เป็นตามกรอบเวลาคือ 25 ต.ค.

พ.อ.สุวิทย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ได้ประสานกับ บขส.หมอชิต ให้วางระบบจราจรกับตำรวจจราจร ว่ารถตู้ที่ไปอยู่ใหม่ให้ออกถนนกำแพงเพชร 6 พร้อมประสานบีทีเอส กำหนดพื้นที่จอดในรั้วหากผู้โดยสารต้องโดยสารบีทีเอส ในวันที่ 4 ส.ค. จะไปดูพื้นที่ อย่างไรก็ตามในช่วงการซักซ้อมจะทำให้ทราบปัญหา จะได้รู้ปริมาณรถในช่วงตี 5-7 โมงเช้า มีจำนวนเท่าไหร่ รองรับได้หรือไม่ รวมถึงการติดขัดจราจร มั่นใจว่าการบริหารจัดการร่วมกันทั้ง ตำรวจ บขส.ขสมก.บีทีเอส จะไม่ติดขัด

ขณะที่ พ.อ.สมบัติ กล่าวเสริมว่า สำหรับกรณีผู้ประกอบการกังวล ว่าผู้โดยสารไม่สะดวกในการเดินทางนั้น การดำเนินการดังกล่าวคำนึงประเด็นนี้เป็นหลัก เพราะผู้ประกอบการกังวลเรื่องรายได้ การย้ายไปที่ใหม่เปรียบเสมือนเริ่มต้นใหม่ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะสิ่งแรกเราสร้างความรับรู้ประชาชนเป็นหลักว่า ต่อไปนี้สถานีขนส่งจะเปลี่ยนไป ซึ่งผู้โดยสารจะรับรู้ในระดับหนึ่ง ส่วนคนที่ยังไม่รับรู้เรามีรถ ขสมก.บริการฟรี ไปส่งสถานนีขนส่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกอบการในระดับหนึ่ง แต่ยอมรับไม่ครบทั้ง 100%

พ.อ.สมบัติ กล่าวถึงเรื่องการทับเส้นทาง โดยปกติแล้วผู้ประกอบการรถตู้มี 2 ลักษณะ คือ ผู้ประกอบรายเดียว มีรถออกทั้งอนุสาวรีย์และหมอชิต เนื่องจากมีผู้โดยสารมาลงอนุสาวรีย์จำนวนมาก และการทับเส้นทางต้นทางแต่ปลายทางไม่ทับ เช่น ไป จ.ชลบุรี แต่มีหลายอำเภอ ผู้โดยสารมีทางเลือกจะไปทางไหน ซึ่งปกติแล้วเราได้คำนึงการวิ่งเส้นทางทับกัน แต่จะพยายามจะให้รถตู้ทุกคันวิ่งตามกายภาพเดิม หมายถึงว่า ใครเคยอยู่กับใคร ก็อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องมาอยู่ตามแนวทางที่จัดใหม่ ให้ได้ดำเนินการไปในระยะเวลาหนึ่ง และจะมีคณะกรรมการแต่ละสถานีมีดูความเหมาะสม และถามความพึงพอใจว่าจะปรับตามความสะดวก หรือตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ ทั้งนี้บริษัทขนส่งจำกัด ซึ่งเป็นคู่ร่วมสัญญาเดินรถร่วมจะเป็นผู้พิจารณาหลัก แต่ไม่ให้ผู้ประกอบการเดินรถในเส้นทางใดก็ได้โดยพลการ

“ปัจจุบันเดิมเป็นรถธุรกิจรายย่อย เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้กำลังนำไปสู่บริษัทที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าในสถานนีขนส่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมาก เช่น มีรั้วมิดชิดจอดรถ ชานชลาเทียบรถ มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีแน่นอน มีเจ้าหน้าบริษัทขนส่งมวลชน ผู้ควบคุมตารางเวลา นายตรวจ ดูแล ซึ่งสิ่งเหล้านี้จะสร้างความปลอดภัยผู้โดยสาร100%ในการเดินทาง ดีกว่าอยู่ในพื้นที่สาธารณะยากต่อการควบคุมดูแล นอกจากผู้ประกอบการที่เป็นพลขับ ถ้าอยู่ในสถานีขนส่งมีมาตราการตรวจรถก่อนออกได้ชัดเจน แต่ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะเดินทางตรวจไปทั่วถึง ก่อเกิดอุบัติเหตุ นี่คือสิ่งที่ประชาชนได้รับประโยชน์” พ.อ.สมบัติ กล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ อ่อนน้อม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทขนส่งจำกัด (บขส.) กล่าวว่า จากผลการประชุมครั้งนี้ทางผู้ประกอบการยังกังวลเรื่องรายได้ เพราะผู้โดยสารยังมีความเคยชินที่ใช้บริการขึ้นลงรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะการที่ผู้โดยสารมาขึ้นลงรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทำให้มีการคิดเพิ่มค่าบริการ หากย้ายมาที่สถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง ทำให้ค่าคิดเพิ่มบริการหายไป รวมทั้งปัญหาการจราจรโดยรอบทั้งสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง แต่ส่วนใหญ่บริเวณที่มีปัญหามากคือสถานีขนส่งเอกมัย เนื่องมีการจราจรหนาแน่น ส่วนสถานีขนส่งจตุจักรหรือหมอชิต ขณะนี้ดำเนินการเตรียมแผนรองรับการจราจรในส่วนนี้ เช่น จัดรถตู้ส่งผู้โดยสารลงตรงบริเวณรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีหมอชิต ทำให้ผู้โดยสารที่ต้องการไปที่อนุสาวรีย์ชัยฯ มีการเดินทางที่สามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้าได้ทันทีและสะดวกขึ้น อีกทั้งลดปัญหาจราจรรถเข้าไปที่สถานีขนส่งหมอชิต ส่วนการจัดรถชัทเทิลบัสที่เกรงว่าทำให้รถติดตรงอนุสาวรีย์ชัยฯนั้น ขอชี้แจงว่าเป็นรถชัทเทิลบัสที่วิ่งแบบหมุนเวียนในแต่ละรอบ 

“ผู้ประกอบการรถตู้บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยในการจัดระเบียบครั้งนี้ เพราะกลัวเสียผลประโยชน์จากผู้โดยสารมากกว่า แต่ผู้ประกอบการรถตู้ส่วนใหญ่ เช่น กลุ่มวินรถตู้เส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา มีรถตู้ 30-40 คัน, กรุงเทพฯ-อุทัยธานี กระแสตอบรับดีว่าถ้ามีการจัดระเบียบจะดำเนินการอย่างไร ย้ายไปอยู่ตรงไหนบ้าง ส่วนเรื่องความปลอดภัย บขส. ให้ความสำคัญ เพราะมีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่จากกองคุ้มครองผู้โดยสารเข้าตรวจความพร้อมของผู้ประกอบการรถตู้ด้วย เช่น ตรวจวัดแอลกอฮอล์พนักงานขับรถตู้ การแต่งกาย สภาพความพร้อมรถ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทำงานอย่างเป็นระบบ ควบคุมรถตู้และทำให้ผู้โดยสารมีความปลอดภัยมากขึ้น” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ขณะที่นายหัสชัย สายน้ำเขียว ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะเส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ปราณบุรี กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุมว่า ในส่วนของตนมีรถตู้โดยสารสาธารณะที่ให้บริการจำนวน 20 คัน และมีจุดจอดรถอย่างชัดเจน การประชุมวันนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ซึ่งตนมีข้อเสนอให้เจ้าหน้าที่ไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผู้ใช้บริการ ถ้าผลออกมาว่าประชาชนเห็นด้วยกับการย้ายจุดจอดรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทาง ผู้ประกอบการก็ยอมรับ แต่ตนคิดว่าการย้ายจุดจอดจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากกว่า โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่ได้รับความไม่สะดวกในการเดินทางที่จะต้องต่อรถหลายต่อ ส่วนเหตุผลที่บอกว่าต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดนั้น ตนคิดว่าถ้ามีการย้ายไปยังหมอชิต เอกมัยและสายใต้ ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นการจราจรติดขัดแทน อย่างไรก็ตามตนคิดว่าหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ทางผู้ประกอบการก็จะยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือและขอความเป็นธรรมต่อไป เพราะทุกวันนี้ผู้ประกอบการก็ลำบากและขาดทุน ซึ่งก่อนทหารจะเข้ามาพวกเรามีรายได้ดีกว่านี้ แต่ผู้ประกอบการก็ต้องยอม 

“เราอยู่ไม่ได้ แต่เราก็ต้องยอม อาชีพผม ผมรู้ดี ใครจะมารู้ดีกว่าผมไม่ได้ การย้ายจุดจอดไม่ได้แก้ปัญหาจราจร อีกทั้งผู้โดยสารก็อยากให้รถตู้โดยสารสาธารณะจอดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่เช่นนั้นทหารลองทำแบบสำรวจความคิดเห็นประชาชนว่าจะได้รับความเดือดร้อน อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด” นายหัสชัย กล่าว

ด้านนางธัญญา อิ่มพร ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะสายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-ระยอง กล่าวว่า ในฐานะผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือคสช. แต่ต้องฟังปัญหาของเราบ้างคือ อีก 2 ปีข้างหน้าสถานีขนส่งหมอชิตก็จะถูกยุบ เมื่อย้ายเราออกจากอนุสาวรีย์ชัยฯอีกไม่ถึง 2 ปีก็ย้ายเราอีก รวมถึงที่เอกมัยเช่นกัน อีกทั้งการที่บอกว่าจะแก้ไขปัญหารถติดรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ตนถามว่าจะแก้ไขได้จริงหรือไม่ เพราะจะแก้จากตรงนี้ไปติดตรงนั้นหรือไม่ ทั้งนี้สถานีขนส่งเอกมัยเป็นสถานีที่ภาคตะวันออกที่รับผิดชอบจังหวัดน้อยมาก มีเพียง จ.จันทบุรี จ.ระยอง และจ.ตราด ที่มีลูกค้าน้อยมาก หากไปแยกลูกค้าออกแบบนี้ ผู้ประกอบการแบบตนก็ตายพอดี อีกทั้งยังไม่ให้เพิ่มจุดขายตั๋วเมื่อออกจากหมอชิตและเอกมัย ผู้ประกอบการมองว่าอยู่ลำบาก

“เราอยากให้ทบทวนเรื่องของอนาคต ตอนนี้เราอาจจะยอมย้าย แต่อยากให้อนาคตทางรัฐสร้างศูนย์รวมรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งไม่ใช่เพื่อผู้ประกอบการแต่เพื่อประชาชนเองจะได้รับความสะดวกในการเดินทาง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่มาต่อรถตู้โดยสารไปอีกจังหวัด รวมถึงคนแก่ที่มาหาหมอด้วย ทุกวันนี้มีผู้โดยสารมาบ่นกับผู้ประกอบการว่าไม่ย้ายได้หรือไม่ เราอยากให้เจ้าหน้าที่ถามความคิดเห็นของผู้ใช้บริการจริงๆด้วยว่าเขาเดือดร้อนหรือไม่ แนวความคิดนี้จะเหมือนกับการแก้ไขปัญหาอีกที่หนึ่ง แต่ไปโปะอีกที่หนึ่งหรือไม่” นางธัญญา กล่าว

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง