ธุรกิจ

'แกรมมี่'มั่นใจขาดทุนลดลงหลังขายบางธุรกิจทิ้ง

"แกรมมี่" มั่นใจปีนี้ขาดทุนลดลง จากปี 57 ที่ขาดทุน 2.31 พันล้านบาท หลังขายธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้ง ตั้งเป้าเรทติ้งช่อง ONE จะติด 1 ใน 3

นางจิราภรณ์ รุ่งศรีทอง ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) หรือ GRAMMY เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้จะขาดทุนลดลง จากปี 2557 ที่ขาดทุน 2.31 พันล้านบาท หลังจากบริษัทมีการขายหน่วยลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเพย์ทีวี ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการบริหารงานลดลง และ รับรู้รายได้พิเศษเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมของผลการดำเนินงานในปีนี้ฟื้นตัวขึ้น

“ปีนี้ขาดทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไปแล้ว และ ช่วงที่เหลือของปีนี้ก็คงไม่ขายอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ธุรกิจหลัก ประกอบด้วย เพลง และ ทีวี ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัทเป็นอย่างมาก แต่มองแนวโน้มปีหน้ามีโอกาสกลับมามีกำไร หากการเปลี่ยนถ่ายจากทีวีอนาล็อคไปสู่ทีวีดิจิทัลสมบูรณ์แบบก็จะทำให้ธุรกิจทีวีดิจิทัลเติบโตอย่างโดดเด่น”นางจิราภรณ์ กล่าว

ทางด้านรายได้บริษัทคาดว่าจะใกล้เคียงปีก่อน จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 1.02 หมื่นล้านบาท ซึ่งธุรกิจเพลง และ ทีวีดิจิทัลยังมีการเติบโตอยู่ โดยมีสัดส่วนรายได้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทแบ่งเป็น ธุรกิจเพลง 30% ทีวีดิจิทัล 22% มีเดีย 17% ทีวีดาวเทียม 11% อื่นๆ 20%

สำหรับช่องทีวีดิจิทัลของบริษัทมี 2 ช่อง ได้แก่ ช่อง ONE และ ช่อง GMM 25 โดยอัตราการใช้โฆษณาของ 2 ช่องในปัจจุบันเกือบ 100% ซึ่งสะท้อนได้ว่าได้รับความนิยมมากขึ้น และ ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาเข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้เรทติ้งขยับขึ้น

โดยเรทติ้งช่อง ONE สิ้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จากการจัดอันดับของ Nielsen อยู่ที่อันดับ 6 หากรวมช่อง 3 และ ช่อง 7 แต่ถ้าไม่รวมอยู่ที่อันดับ 4 ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายอันดับเรทติ้งสิ้นปี 2558 ของช่อง One ให้ติด 1 ใน 3 ส่วน GMM 25 อยู่ที่อันดับ 25 หากรวมช่อง 3 และ ช่อง 7 แต่ถ้าไม่รวมอยู่ที่ดันดับ 23 โดยบริษัทวางเป้าหมายอันดับเรทติ้งสิ้นปี 58 ของช่อง GMM 25 ให้ติด 10-15

ซึ่งปัจจุบันอันดับเรทติ้งของช่อง GMM 25 ที่อยู่ในระดับท้าย สาเหตุมาจากกลุ่มเป้าหมายของช่องได้เจาะกลุ่มวัยรุ่น และ วัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ติดตามผ่านยูทูบ สมาร์ทโฟน และ ช่องทางออนไลน์อื่นๆ โดยการจัดอันดับเรทติ้งในปัจจุบันไม่ครอบคลุมช่องทางดังกล่าว

“หากการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลมีความสมบูรณ์แล้ว เรามั่นใจว่า 2 ช่องที่เรามีจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง จากตอนแรกที่เราไม่รู้ว่าจะเติบโตไปทางไหน และ ผู้ประกอบการที่จะมาลงโฆษณาก็ยังต้องรอดูเรทติ้งของช่องก่อน แต่หลังจากละครบัลลังเมฆออนแอร์ไปแล้วเรทติ้งแซงช่องทีวีดิจิทัลอื่น ไม่รวมช่อง 3 และ ช่อง 7 ทำให้เรามั่นใจว่าเรทติ้งเราไม่ด้อยกว่าช่องอื่น และ แนวโน้มการจองโฆษณาในช่วงที่เหลือของปีก็เข้ามาเยอะแล้ว แต่เราก็บริหารไม่ให้เต็ม 100% เพื่อให้มีรูมเหลือเพื่อการขายในรูปแบบอื่นๆ เพราะตอนนี้เรามีขายรูปแบบมาก”นางจิราภรณ์ กล่าว