ยุคทอง ‘Data’ ครองเมือง

ยุคทอง ‘Data’ ครองเมือง
4 กุมภาพันธ์ 2563 | โดย นฤมล ทับปาน
31

ในโลกที่ข้อมูลไหลวนรอบตัว เราจะแปลงข้อมูลมหาศาลให้เกิดประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็ไม่ถมทับตัวเองได้อย่างไร

 

Big Data, Data Analytics, วิทยาศาสตร์ข้อมูล, เหมืองข้อมูล, Machine Learning, AI และอีกมากมาย ศัพท์เทคนิคพวกนี้มีความหมายคาบเกี่ยวกัน และถูกนำมาใช้เพื่อสะท้อนการเติบโตของเทคโนโลยีในยุค 4.0 จริงๆ แล้วเรารู้จัก Data กันดีแค่ไหน แน่นอนว่าในภาคธุรกิจมันเป็นเครื่องมือในการตีตลาด สร้างช่องทางเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างมีแม่นยำ แล้วประชาชนอย่างเราๆ หรือแม้กระทั่งวงการสื่อในยุคนี้ที่ว่ากันว่า Data คือหนึ่งในทางเลือกที่นำไปสู่ทางรอดได้ในอนาคต จะมองข้ามไปได้อย่างไร

ทุกวันนี้ โลกถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data) มหาศาล ในทุกๆ วินาทีจะมีคนกดไลค์ กดแชร์ คอมเมนท์ โพสต์ ถ่ายทอดสดหรือทวีต ในเครือข่ายสังคมออนไลน์พร้อมๆ กันทั่วโลก นี่คือตัวอย่างของ Big Data ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

 

  • ที่ผ่านมา Data ทำอะไรบ้าง

ปัจจุบันไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชนต่างมีนโยบายนำ Big Data มาใช้ เพราะต้องการปรับตัวให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทั้งการวางแผนและการตัดสินใจ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นำไปสู่คำถามที่ว่าเจ้า Data มันทำอะไรได้บ้าง ในงานเสวนา ‘โลกของ Data มีน้ำยาจริงไหม?’ และยังมีประโยคที่ชวนสงสัยอีกว่า Data นั้นเปลี่ยนโลกได้...แล้วเปลี่ยนอย่างไร

“...เดต้าไม่ได้แค่เปลี่ยนโลก แต่มันเปลี่ยนทั้งจักรวาล…” สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตอบคำถามพร้อมทั้งเล่าถึงจุดเริ่มต้นการใช้ data ที่มีมาตั้งแต่ครั้งประวัติกาลในยุคของปโทเลมี นักภูมิศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวกรีก เขาใช้คณิตศาสตร์ในการอธิบายความเชื่อที่ว่า ‘โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก’

 

IMG05810

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ 

ทว่ากาลเวลาที่เปลี่ยนไป ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อนิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักดาราศาตร์ชาวโปแลนด์ ผู้ปฏิวัติแนวคิดจักรวาล ในศตวรรษที่ 16 ตั้งข้อสงสัยว่า ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของสุริยจักรวาล โดยมีโลกและดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่แนวคิดนี้กลับได้รับการพิสูจน์จากการศึกษาของทิโค บราห์ นักดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ผู้บันทึกตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า เขาทำเครื่องมือส่องดูดาวและเพียรจดบันทึกใส่กระดาษ ซึ่งข้อมูลชุดนี้เองเป็น Big Data ที่หักล้างความเชื่อเดิมๆ ด้วยการป้อนข้อมูลชุดใหม่เข้าไปแทนที่ นี่เป็นตัวอย่างที่ย้ำว่า ‘เดต้าไม่ได้เปลี่ยนแค่โลกแต่มันเปลี่ยนมุมมองของเราต่อจักรวาล’

แม้จะเปลี่ยนมุมมองต่อจักรวาล แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกเห็นว่า data นั้นสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับสังคม คือ Rose Diagram ของพยาบาลสาว ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ในยุควิคตอเรียนซึ่งเกิดสงครามไครเมีย เธอรับหน้าที่ดูแลคนบาดเจ็บและเธอนี่เองที่ทำให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ จากการเก็บ data สถิติผู้เสียชีวิต จนรู้ว่าทหารอังกฤษไม่ได้เสียชีวิตจากการทำสงคราม แต่เสียชีวิตจากการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพราะการรักษาในยุคนั้นยังไม่มียาปฏิชีวนะ ข้อมูลชุดนี้ถูกนำไปสร้างแคมเปญต่อ ซึ่งผลลัพธ์คือกระบวนการรักษาที่เน้นความสะอาดจนเป็นมาตรฐานไปทั่วโลก

“เป็นไดอะแกรมที่ล้ำสมัยมากในยุคนั้น ผมคิดว่า ไนติงเกลเป็นต้นแบบของงาน Data Visualization ที่เก็บเดต้าเองและนำมาพรีเซ้นท์ผ่านแผนภาพได้น่าสนใจ ทั้งยังทำแคมเปญต่อและมีการล็อบบี้ผู้มีอำนาจให้ออกกฎหมาย”

 

Capture_271

 

  • พลังของ Data จะสักแค่ไหนกัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 กับศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นยุคบุกเบิกที่ข้อมูลคือมหาอำนาจและฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่ง โดยผู้ที่คว้าชัยชยะในครั้งนั้นก็คืออดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ‘บารัค โอบามา’ ที่ชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Data Analytics สร้างแคมเปญหาเสียงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจาก Big Data ผ่านโซเชียลมีเดียเป็นครั้งแรก

และในปี 2016 ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ก็เดินตามรอยความสำเร็จนี้เช่นกัน เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โดยใช้โซเชียลมีเดียและ Big Data เป็นเครื่องมือในการสร้างแคมเปญหาเสียง ทรัมป์มีข้อมูลของบุคคลที่บรรลุนิติภาวะและมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงที่อาศัยอยู่ทั่วสหรัฐฯ กว่า 230 ล้านข้อมูล และมีจุดเชื่อมข้อมูลกว่า 4,000 จุด วิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อมุมมองความคิดทางการเมืองของคนกลุ่มนี้และความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนความคิดทางการเมืองนั้น ซึ่งข้อมูลนี้มันสามารถบอกความเชื่อมโยงได้ว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน ต้องการบริการแบบใดหรือมีความสนใจทางการเมืองไปในด้านใด (ข้อมูลจากบทความในเว็บไซต์ bigdataexperience)

ชัดเจนว่า Big Data คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ทั้งโอบามาและทรัมป์ได้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และพลังของข้อมูลมันยิ่งใหญ่ถึงขนาดกำหนดประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจได้จริงๆ

 

  • สถานการณ์ Data ในบ้านเรา

การจะได้มาซึ่งข้อมูลเปิดหรือ open data ในบ้านเรายังค่อนข้างมีข้อจำกัด โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ คุณคงเคยได้ยินคำเปรียบเปรยระบบราชการไทยกับเต่าล้านปี เลื่องลือกันหนาหูในเรื่องของความล่าช้าในการติดต่อราชการ และเอกสารกองพะเนินที่ยื่นแล้วยื่นอีก

“คอนเซปต์ของ open data คือข้อมูลแบบเปิด ที่ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียดเชิงลึก เปิดแล้วต้องฟรีด้วย ไม่มีเงื่อนไขในการนำไปใช้ และต้องเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถนำไปเล่นต่อได้ ซึ่งตัวนี้มีปัญหามากในหน่วยงานราชการไทย คือเป็นข้อมูลเอกสารที่เป็นกระดาษและเป็นไฟล์ PDF” สมเกียรติ อธิบายถึงองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดข้อมูลเปิด ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ไทยยังก้าวไม่พ้น

“ประโยชน์ของข้อมูลเปิดมันยังไม่เห็นผลชัดขนาดนั้นสำหรับคนภายนอก ดังนั้นมันจะดีถ้าเรามีผู้นำที่พอเข้าใจเรื่องนี้ เพราะส่วนหนึ่งคือคนที่มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจว่าจะเปิดข้อมูลหรือไม่ถ้าเขารู้และเข้าใจมันจะทำให้ขั้นตอนการทำงานไปไวขึ้น” ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ นักออบแบบข้อมูล จากบุญมีแล๊บ กล่าวเสริม

 

IMG05798

ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ

แล้วข้อมูลแบบไหนที่ธุรกิจต้องการ ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างมูลค่าให้กับข้อมูลขององค์กรชั้นนำหลายแห่ง ภายใต้บริษัท Siametrics Consulting ตอบคำถามนี้ว่า ข้อมูลเปิดของภาคเอกชนในบ้านเรามีเยอะมาก และเขาเป็นคนเข้าไปช่วยตีดาบ อย่างการเปิด-ปิดสาขา จะรู้ได้อย่างไรว่าการจะลงทุนขยายสาขา เปิดที่ไหนยอดขายจะดี ซึ่งอาจจะมีความคาดเคลื่อนบ้าง แต่เขามองว่ายังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย และหากมองในมุมการผลิตจำเป็นมากที่ต้องสำรวจว่าของชิ้นหนึ่งจะขายได้ในกี่สาขา ช่วยประหยัดการส่งของและประหยัดพื้นที่บนเชล อาจฟังดูเบสิกแต่ไม่ค่อยมีใครทำ

 

  • โปรเจคเพื่อสังคมจากธุรกิจ data

ฐิติพงษ์ พูดถึงธุรกิจของตัวเองว่า เราเป็นตัวกลางของข้อมูลกับการเล่าเรื่อง ทำข้อมูลที่ยากจะเข้าใจให้แมสกว่าเดิม นั่นคือความเข้าใจคนอ่านของดีไซเนอร์ นักข่าวอาจจะเป็นต้นกำเนิดของข้อมูล รู้ว่าจะเล่าอย่างไร รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ดีไซเนอร์จะมองลึกเข้าไปภายในใจมองทะลุถึงความคิดความอ่าน โอกาสที่เราจะอยู่มีสักกี่นาที ยิ่งตรึงเขาไว้ได้นานเท่าไรก็จะสามารถป้อนข้อมูลเข้าไปในความคิดของเขาได้มากเท่านั้น แล้วอะไรที่จะโน้มน้าวคนได้ละ ก็ data อย่างไรเล่าที่เป็นไม้เด็ดในการเสริมให้เรื่องเล่านั้นมีความน่าเชื่อถือขึ้นมา

ตัวอย่าง YAK Data Project ของ ภาณุเดช วศินวรรธนะ โปรแกรมเมอร์จาก Opendream บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีในการสร้างอิมแพคกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรแกรมด้านการศึกษา สุขภาพ โปรเจคนี้เป็นอีกพาร์ทหนึ่งในการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อสังคม

 

IMG05801

ภาณุเดช วศินวรรธนะ

แอพพลิเคชั่นที่เสมือนแผนที่เตือนจุดเสี่ยงสำหรับคนเดินทาง โดยเกิดจากการตั้งคำถามของภาณุเดชว่า เรามีองค์กรมากมายที่ดูแลสุขภาพและอุบัติเหตุ แต่ว่าการเอาข้อมูลไปใช้งานจริงๆ ทำไมมันยังไม่ถึงผู้ใช้งานทั่วไป แล้วเราทำอะไรได้บ้าง เขาพยายามจะใช้เครื่องมือที่มีทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้ก็ได้มาจากหน่วยงานในบ้านเรานี่เอง

“แอพนี้เมื่อคุณเปิดขึ้นมาแล้วใส่ว่าจะเดินทางเส้นไหนถ้าเส้นนั้นมียักษ์เด้งขึ้นมา แสดงว่าเป็นจุดที่มักเกิดเหตุบ่อยๆ ให้ระวัง ซึ่งเราบอกค่อนข้างละเอียดว่าลักษณะของถนนเส้นนั้นเป็นอย่างไร”

นอกจากนี้ Siametrics ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ใช้ data มาสร้างแรงกระเพื่อมในการแก้ปัญหาสังคม ณภัทรมองว่า ปัญหาอุบัติเหตุเป็นวาระระดับโลก รองจากวิกฤตฝุ่นพิษและไวรัสในตอนนี้ ทุกๆ 24 ชม. มีคนตาย 50-60 คน สิ้นปีก็ราว 20,000 กว่าราย และนี่เป็นโจทย์ปราบเซียนว่า data จะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยา

“ตั้งแต่ทำมาโจทย์นี้ยากที่สุด เพราะ data ไม่ค่อยสมบูรณ์ ข้อมูลแยกส่วนกันและหวงข้อมูล ซึ่งเราร่วมกับศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะสร้างโมเดลในการทำนายอุบัติเหตุบนถนนในแต่ละชั่วโมง ซึ่งเราไม่สามารถเซฟทุกชีวิตได้ ด้วยกำลังคนไม่พอจึงต้องทำนาย ซึ่งการทำนายต้องมีข้อมูลมหาศาล นอกจากข้อมูลอุบัติเหตุในอดีต ดินฟ้าอากาศ ข้อต่อถนนนี้มันเอียงกี่องศา มีสัญญาณไฟหรือเปล่า”

 

IMG05797

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

  • อนาคตสื่อจะรอดหรือร่วง 

ณภัทรมองว่า สื่อมีหน้าที่อยู่อย่างหนึ่งคือ ‘พูดความจริง’ ซึ่งการเผยแพร่ความจริงในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่จริง หน้าที่ของสื่อจะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ จึงควรมีองค์กรที่เอา data มาเสนอเป็นความจริง อย่างเรื่อง PM 2.5 ที่เขาพยายามนำข้อมูลมาใช้ และมันมีประโยชน์มหาศาลในการจะบอกว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร

ภูมิทัศน์ของสื่อจะเปลี่ยนไป สมเกียรติสวมหมวกหมอดูจำเป็นทำนายว่า แบงค์กิ้งจะคงมีอยู่ต่อไปแต่แบงค์จะไม่มีอยู่ Data Journalism จะอยู่ต่อไปแต่ media company อาจจะหายไป ถ้าเราคุยกันเรื่อง data เพื่อจะไปผลิตสื่อในแบบเดิมๆ โอกาสจะผิดหวังเยอะ ดูจากนิเวศสื่อที่เจ๊งกันอุตลุด แต่ data จะทำให้สื่อปรินท์แบบเดิมและสื่อออนไลน์ดูเซ็กซี่ขึ้น แอคทีฟขึ้น จึงต้องเกิดโมเดลธุรกิจแบบใหม่ สตอรีในการเล่าเรื่องใหม่ๆ”

“นิตยสารดิอีคอนอมิสต์ (The Economist) สักประมาณ 5-6 เดือนที่แล้ว เปิดคอลัมน์ใหม่ชื่อ Graphic Detail เป็นการนำเดต้ามาเล่าด้วยภาพและเขามีวิธีจับประเด็นที่ดี เช่น เขาศึกษาดูว่าโครงการเส้นทางสายไหมของจีน ถ้าอยากรู้ว่าอะไรจริงมันก็ต้องเอาเดต้ามาพิสูจน์กัน สรุปว่าจีนไม่สร้างในเส้นทางที่มีเรือผ่านมากที่สุด แต่กลับเป็นจุดที่มีความสำคัญทางภูมิศาสตร์” สมเกียรติ ยกให้เป็นต้นแบบการพรีเซนท์ของสื่อที่สร้างข้อมูลชุดใหม่จาก data ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

แน่นอนว่า...ในยุคที่ Data คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ใครเคลื่อนไหวช้าก็อาจไร้น้ำยาไปในที่สุด

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง