‘เงินบาท’ วันนี้เปิด’แข็งค่า’ ที่33.52บาทต่อดอลลาร์

‘เงินบาท’ วันนี้เปิด’แข็งค่า’ ที่33.52บาทต่อดอลลาร์

“กรุงไทย” ชี้แนวโน้มค่าเงินบาทยังปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยตามฟันด์โฟลว์ต่างชาติกลับมาเปิดรับความเสี่ยง แต่ระวังผันผวนช่วงปลายปียอดธุรกรรมเบาบางก่อนช่วงหยุดปีใหม่ได้ มองกรอบเงินบาทวันนี้ที่ระดับ 33.45-33.60บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน กรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้ ที่ระดับ 33.52 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  33.54 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.60 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัว Sideways ในโซน 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ตามภาวะการเปิดรับความเสี่ยงของตลาดที่กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเงินบาทยังได้แรงหนุนจากฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสินทรัพย์ไทย 

นอกจากนี้ เงินบาทอาจได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้โซนแนวต้านสำคัญและทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรทองคำ 

อนึ่ง สัญญาณเชิงเทคนิคัลทั้ง RSI และ MACD ยังคงหนุนแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น โดยเงินบาทยังคงมีแนวต้านสำคัญใกล้ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่ผู้ส่งออกต่างรอปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนแนวรับเงินบาทยังคงอยู่ในโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ธุรกรรมในช่วงปลายปีอาจเริ่มเบาบางลง ทำให้ตลาดค่าเงินอาจมีความผันผวนสูงได้ หากมีโฟลว์ธุรกรรมขนาดใหญ่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อหรือขายเงินดอลลาร์

สำหรับวันนี้ ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน เนื่องจากธุรกรรมในตลาดอาจเบาบางในช่วงวันหยุดก่อนเทศกาลคริสต์มาสในหลายประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการและนักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรม

ตลาดการเงินโดยรวมเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดการเงินคงมุมมองว่า การระบาดของโอมิครอนนั้นอาจมีความรุนแรงน้อยกว่าการระบาดในระลอกก่อนหน้า สอดคล้องกับผลวิจัยเบื้องต้นจากฝั่งยุโรปที่พบว่า แม้โอมิครอนจะแพร่ระบาดได้รวดเร็ว แต่กลับไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงการป่วยหนักหรือเสียชีวิตมากนัก ทั้งนี้ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้หนุนให้ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น +0.62% ทำจุดสูงสุดใหม่ All time high ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดตลาด +0.85% ใกล้ทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน 

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป เดินหน้าปรับตัวขึ้นราว +1.16% นำโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มCyclical/Reopening theme รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคฯ ที่เดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อ อาทิ Santander +3.1%, BMW +2.0%, ASML +1.4% สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายกังวลปัญหาการระบาดของโอมิครอนและต่างคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องหลังการระบาดสงบลง

ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ การเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดได้หนุนให้ บอนด์ยีลด์10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นราว 4 bps สู่ระดับ 1.49% และเราคาดว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้หลังช่วงเทศกาลคริสต์มาสและวันหยุดสิ้นปี ตามแนวโน้มการใช้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางทั่วโลกและภาวะของตลาดการเงินที่จะกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น 

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของตลาด ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเดินหน้าลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างเงินดอลลาร์ลง ทำให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ย่อตัวลงสู่ระดับ 96.02 จุด ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ได้หนุนให้ สกุลเงินหลัก อาทิเงินยูโร (EUR) ทรงตัวใกล้ระดับ 1.133 ดอลลาร์ต่อยูโร ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 114.5 เยนต่อดอลลาร์ ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาด นอกจากนี้ การย่อตัวลงเล็กน้อยของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยพยุงให้ ราคาทองคำ ทรงตัวใกล้ระดับ 1,810 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ว่าจะถูกกดดันจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดก็ตามอย่างไรก็ดี เราคงมองว่า แนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด รวมถึง ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดจะกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อแรงได้ยาก และ Upsides ของราคาทองคำเริ่มจำกัด ซึ่งมีโอกาสที่จะเห็นโฟลว์ขายทำกำไรราคาทองคำมากขึ้น หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้แนวต้านสำคัญแถว 1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์