ดาวโจนส์บวก 89 จุดส่งท้ายเดือนต.ค. ขานรับผลประกอบการแกร่ง

ดาวโจนส์บวก 89 จุดส่งท้ายเดือนต.ค. ขานรับผลประกอบการแกร่ง

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันศุกร์ (29ต.ค.)ปรับตัวขึ้นในกรอบแคบ 89 จุด ในวันทำการซื้อขายสุดท้ายของเดือนต.ค. เพราะได้ปัจจัยบวกจากการเปิดเผยผลประกอบการที่สดใสของบริษัทจดทะเบียน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 89.08 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 35,819.56 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500  เพิ่ม 8.96 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 4,605.38 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวขึ้น 50.27 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 15,498.39 จุด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี(28ต.ค.)ปรับตัวขึ้นกว่า 200 จุด ขานรับผลประกอบการของบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และฟอร์ด มอเตอร์ แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 3 ของสหรัฐขยายตัวเพียง 2% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี

ราคาหุ้นเอ็กซอน โมบิลและเชฟรอนดีดตัวขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งในวันนี้ สวนทางกับราคาหุ้นแอ๊ปเปิ้ล ที่ดิ่งลงในวันนี้ ส่งผลให้บริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ป เบียดแซงขึ้นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลก

โดยไมโครซอฟท์มีมูลค่าตลาด 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าแอปเปิลซึ่งมีมูลค่าตลาด 2.42 ล้านล้านดอลลาร์

ราคาหุ้นแอ๊ปเปิ้ลดิ่งลงกว่า 3% ในวันนี้ หลังจากเปิดเผยรายได้ประจำไตรมาส 4 ตามปีงบการเงินของบริษัท ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2560

นอกจากนี้ แอ๊ปเปิ้ลยังเปิดเผยว่ายอดขายไอโฟนเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบรายปี แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ส่วนราคาหุ้นไมโครซอฟท์ดีดตัวขึ้น 0.5% ในวันนี้ หลังจากเปิดเผยรายได้ประจำไตรมาส 1 ตามปีงบการเงินของบริษัท พุ่งขึ้น 22% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2561

ก่อนหน้านี้ แอ๊ปเปิ้ลเป็นบริษัทแรกของโลกที่ทำสถิติเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ และ 2 ล้านล้านดอลลาร์ และแอ๊ปเปิ้ลยังเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลกแซงหน้าบริษัทซาอุดี อารามโคในปีที่แล้ว
 

บริษัทจำนวน 50% ในดัชนีเอสแอนด์พี500 รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 แล้ว โดยมากกว่า 80% ในจำนวนดังกล่าวมีผลประกอบการสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ และนักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีการขยายตัวของกำไรในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 38.6%

ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 5.6% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ทะยานขึ้น 6.7% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2563 ส่วนดัชนีแนสแด็กพุ่งขึ้น 6.9%

ข้อมูลจาก “Stock Trader's Almanac” ระบุว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักดีดตัวขึ้นในเดือนต.ค และปรับตัวขึ้นจนถึงสิ้นปี โดยเดือนต.ค.ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาขึ้นตามฤดูกาลของราคาหุ้น ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี500 ดีดตัวขึ้นเฉลี่ย 0.8% ในเดือนต.ค. ก่อนที่จะพุ่งขึ้น 1.6% ในเดือนพ.ย. และ 1.5% ในเดือนธ.ค.

นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 2-3 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าเฟดอาจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในการประชุมครั้งนี้

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. แต่ชะลอตัวจากระดับ 1.0% ในเดือนส.ค.

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเปิดเผยด้วยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (พีซีอี) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน

เมื่อเทียบรายปี ดัชนีพีซีอีทั่วไปพุ่งขึ้น 4.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2534

ดัชนีพีซีอีได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน ส่วนดัชนีพีซีอีพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนีพีซีอีพื้นฐานเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. สอดคล้องกับเดือนส.ค.

ทั้งนี้ ดัชนีพีซีอีถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) จากกระทรวงแรงงานสหรัฐ