'ฝ่ายค้าน' ชำแหละงบ65 ไร้ประสิทธิภาพ-ซุกงบชื้ออาวุธ จี้ถามสำนึกรัฐบาล

'ฝ่ายค้าน' ชำแหละงบ65 ไร้ประสิทธิภาพ-ซุกงบชื้ออาวุธ จี้ถามสำนึกรัฐบาล

'ฝ่ายค้าน' ชำแหละงบ65 ไร้ประสิทธิภาพ-ซุกงบชื้ออาวุธ จี้ถามสำนึกรัฐบาล

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2565 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า  ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณอย่างคุ้มค่า แต่กลับพบว่า ในการจัดทำงบปี65มีการตั้งงบในส่วนของรายจ่ายประจำไว้ที่2.3ล้านล้านบาท จากงบ3.1ล้านล้านบาท หรือ76.5%

ขณะที่งบรายจ่ายและการลงทุนมีการตั้งงบไว้ที่ 6.2แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้มีงบที่อยู่ในส่วนของกระทรวงกลาโหมในการจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือรัฐวิสาหกิจจำนวน52แห่งประกอบกิจการที่ขาดทุนหลายแห่งอาทิ การบินไทยโดยที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เป็นการชี้ให้เห็นถึงการบริการราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี  ไม่มีความสามารถในการใช้งบประมาณแผ่นดินมีการทุจริตและหาผลประโยชน์ ดังนั้นตนจึงขอตั้งข้อสังเกตใน5ประการ

1.การจัดสรรงบประมาณไม่สะท้อนการแก้ปัญหาของประเทศ ยุทธศาสตร์ทั้ง6ด้านตามที่นายกฯระบุไม่มีการระบุถึงปัญหาโควิด แต่รัฐบาลกลับทำเสมือนประเทศไม่ได้อยู่ในสภาวะวิกฤติหรือผิดปกติ อีกทั้งยังไม่สามารถใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจและไปไม่ถึงคนในส่วนรวม

2.การไร้ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ตลอด7ปีที่ผ่านมารัฐบาลประยุทธ์มีการใช้งบกว่า20ล้านล้านบาทแต่กลับมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง1%

3.มีการตัดงบประมาณหลายจุดแต่กลับเพิ่มงบกระทรวงกลาโหม ขณะที่งบกระทรวงสาธารณสุขกลับถูกลดถึง4.3พันล้านและลดลงในรอบ 12ปี ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคอาทิ กรมควบคุมโรคติดต่อล้วนถูกตัดงบลงทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีการยึดอำนาจกระทรวงสาธารสุขมาเป็นอำนาจของศบค.เป็นที่ประจักษ์ถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

ขณะที่งบกลาโหมกลับ ได้รับงบเพิ่ม โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์3เหล่าทัพเป็นจำนวนเงินถึง8.2พันล้านบาทยังไม่รวมผูกพันข้ามปีทั้งๆที่ประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤติ

162244186624

4.การจัดสรรวัคซีนมีการจัดสรรที่ไม่กระจายตามความต้องการและสถานการณ์ ประชาชนในพื้นที่สีแดงเข้มกลับได้รับทีหลังพื้นที่อื่น

5.มีการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น มีการหั่นงบ7.3หมื่นล้าน ขณะที่การจัดงบอุดหนุนมีการจัดสรรในลักษณะใครมือยาวสาวได้สาวเอา

วันนี้รัฐบาลกำลังพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงด้านวินัยการเงินการคลังทำให้ประชาชนอยู่ในความกังวล วันนี้ปัญหาเศรษฐกิจอยู่ในอันดับที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถให้รับหลักการร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี65ได้

ขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า งบประมาณปี 2565 ประชาชนไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เขาแค่ต้องการเห็นงบประมาณที่มีสามัญสำนึก ที่รู้ว่าอะไรควรจ่าย อะไรไม่ควรจ่าย 

อย่างการจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุด ก็คือ ค่าใช้จ่ายในการป้องกัน ราคาวัคซีน AstraZeneca เข็มละ 120 บาท 2 เข็ม 240 บาท แต่พอฉีดช้า ประชาชนไม่ได้ฉีด ปล่อยให้เกิดการระบาด ไปเจอค่าตรวจ RT-PCR ปาเข้าไป 3,000 บาท นอกจากตรวจช้าแล้วยังไม่ตรวจเชิงรุก รอคิว รอผล คนป่วยกว่าจะได้เจอหมอก็มีอาการหนัก ต้องจ่ายยา Favipiravir 1 คน ต้องกิน 50 เม็ด เม็ดละ 120 บาท

สุดท้ายค่ายา 6,000 เปรียบเทียบง่ายๆ วัคซีนราคา 240 บาท จ่ายยากไปเจอค่าตรวจ ค่ายา ค่าห้อง ICU รวมกันไปเป็นเท่าไหร่ต่อคน เห็นประหยัดอยู่อย่างเดียวก็คือ ค่างานศพ เพราะถ้าตายด้วยโควิด สวดแค่คืนเดียวก็เผาเลย
.
“แล้วก็ควรเลิกสื่อสารในทำนองแดกดันประชาชนที่เขาอยากจะเลือกฉีดวัคซีนได้แล้ว พอประชาชนอยากจะฉีด Pfizer ก็ไปตอบโต้ประชาชน ในทำนองว่าประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวยอะไร อย่าไปเลือกวัคซีนเลย ฟังแบบนี้ตอนแรกหลงคิดว่า Pfizer เข็มละเป็นหมื่นนะครับ ที่ไหนได้ เข็มละ 600 2 เข็ม 1,200 ต่อให้ฉีดให้กับประชาชนทั้งประเทศ 67 ล้านคน แค่ 80,000 ล้านบาท ส่วน Sinovac ไม่ใช่ว่าจะถูก เข็มละ 549 บาท ถูกกว่า Pfizer 51 บาท นี่ยังไม่นับที่ CEO Pfizer ออกมาเปิดเผยว่า ถ้าประเทศรายได้ปานกลางมาขอซื้อจะลดราคาให้ด้วย ถ้าได้ราคาเท่ากับโคลัมเบียที่เข็มละ 372 บาท ใช้งบแค่ 50,000 ล้าน นี่คืองบฉีดวัคซีนที่ควรต่องเร่งจ่าย แต่รัฐบาลไม่จ่าย คุ้มหรือไม่กับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ดีว่ามีมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านบาทต่อเดือน คนที่ใช้จ่ายแบบนี้มีสามัญสำนึกหรือไม่” วิโรจน์ กล่าว

งบกองทัพบก ปี 65 ภาพรวมปรับลดงบประมาณลง 6,603 ล้านบาท ดูเหมือนจะดี แต่ในรายละเอียดอย่างโครงการเสริมสร้าง จัดหายุทโธปกรณ์ ปี 64 มีงบอยู่ที่ 3,132 ล้านบาท พอมาปี 65 กลับงอกเพิ่มขึ้นมา 1,805 ล้านบาท เป็น 4,937 ล้านบาท กองทัพเรือ ภาพรวมในปี 65 ปรับลดลง 1,130 ล้านบาท แต่พอเจาะเข้าไปดูโครงการเสริมสร้าง จัดหายุทโธปกรณ์ ก็มีพฤติกรรมเดียวกัน ปี 64 มีงบอยู่ที่ 533 ล้านบาท พอมาปี 65 ถูกปรับเพิ่มขึ้น 873 ล้านบาท งอกมาเป็น 1,406 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณเสริมสร้างและจัดหายุทโธปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น ของกองทัพบก และกองทัพเรือ เมื่อรวมกันแล้ว เพิ่มขึ้นถึง 2,678 ล้านบาท ถ้าทั้งกองทัพบก และกองทัพเรือ จะเห็นแก่ประชาชน ไม่ใช่ห้ามไม่ให้จัดหา แค่ขอให้จัดหาเท่ากับปีที่แล้ว เงิน 2,678 ล้านบาทนี้ ก็จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดได้มากมาย

162244258136
.
“หากรัฐบาลนำเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อวัคซีนไฟเซอร์ ก็จะซื้อได้ 4.4 ล้านโดส ฉีดให้กับประชาชนได้ 2.2 ล้านคน ถ้าซื้อ AstraZeneca จะซื้อได้ 22 ล้านโดส ฉีดให้กับประชาชนได้ 11 ล้านคน เอาไปใช้ตรวจ RT-PCR เพื่อตรวจการติดเชื้อ ก็จะตรวจให้กับประชาชนได้ถึง 1 ล้านคน ซื้อชุด PAPR ให้คุณหมอ เพื่อให้คุณหมอได้ทำงานอย่างปลอดภัย ได้ถึง 300,000 ชุด เอาไปซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ได้ 22 ล้านเม็ดสามารถเอามาช่วยชีวิตประชาชนที่หายใจเหนื่อยหอบอยู่ตรงหน้าได้ถึง 446,000 คน งบประมาณที่อ้างว่าปรับลดลงแล้ว ไม่ใช่ว่าดีแล้ว ถ้าปรับลดแล้ว ถ้ายังมีงบที่ไม่ถูกกาลเทศะซุกซ่อนอยู่ ก็ต้องปรับลดลงอีก ”
.
สำหรับงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นกระทรวงที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด และเป็นหน่วยงานที่ประชาชนคนไทยทั้ง 67 ล้านคนฝากชีวิตเอาไว้ แต่เมื่อดูงบประมาณรายจ่ายประจำปี 65 กลับพบว่า กรมควบคุมโรค ได้งบประมาณเพียง 3,565 ล้านบาท ในขณะที่งบปี 64 อยู่ที่ 4,044 ล้านบาท ลดลง 479 ล้าน คิดเป็น 11.8% ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พอเอาไปเทียบกับงบปี 62 ที่ยังไม่เจอกับโควิด ในปีนั้น กรมควบคุมโรค ได้รับงบประมาณอยู่ที่ 4,036 ล้านบาท คือ งบปี 65 ที่กรมควบคุมโรค ต้องไปสู้กับโควิด ซึ่งเป็นโรคระบาดระดับโลก แต่งบกลับน้อยกว่าปี 62 ที่ยังไม่เจอกับโควิด ถึง 470 ล้านบาท นี่เป็นการจัดงบประมาณที่ไร้สามัญสำนึกที่สุด 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า งบการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสในปี 64 มีงบอยู่ที่ 604 ล้านบาท เพื่อดูแลเด็กด้อยโอกาส 33,528 คน ในปี 65 ด้วยสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นจากโควิด ทำให้มีเด็กด้อยโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 34,005 คน เด็กด้อยโอกาสเพิ่ม แทนที่จะเพิ่มงบ กลับถูกตัดงบไป 72 ล้าน เหลืองบอยู่ที่ 532 ล้านบาท

ที่ตลกร้ายไปกว่านั้น ก็คือ ในปี 62 ที่ไม่มีโควิด งบการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส อยู่ที่ 663 ล้านบาท ในปีนั้น เฉลี่ยแล้วเด็กด้อยโอกาส 1 คน จะได้รับงบประมาณ 18,438 บาท ปี 65 เจอโควิด ต้องเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง กลับมีงบแค่ 532 ล้าน เฉลี่ยแล้ว เด็กด้อยโอกาส เหลืองบอยู่เพียงคนละ 15,657 บาท ลดลงคนละ 2,781 บาท

จากที่ได้อภิปรายไปทั้งหมด งบประมาณปี 2565 พรรคก้าวไกลขอยืนยันว่า ไม่อาจที่จะรับได้ และขอเรียกร้องรัฐบาลลาออกไป