‘เงินบาท’วันนี้เปิด ‘ทรงตัว’ที่31.26บาทต่อดอลลาร์

‘เงินบาท’วันนี้เปิด ‘ทรงตัว’ที่31.26บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเคลื่อนไหวตามเงินดอลลาร์และฟันด์โฟลว์ ตลาดเชื่อดอลลาร์ยังถูกกดจากเฟดไม่รีบลดคิวอีแต่มีความกังวลเงินเฟ้อกลับมามากขึ้น ตลาดอาจกลับมาปิดรับความเสี่ยงและเงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก มองเงินบาท ในวันนี้คาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.30บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.26 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลง

จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.15-31.45 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทจะยังมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) ตามเงินดอลลาร์ และ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเราเชื่อว่า เงินดอลลาร์ยังคงถูกกดดันด้วยถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ที่ยังไม่รีบปรับลดคิวอี

อย่างไรก็ดี ต้องระวังความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาได้ หากยอดการจ้างงานสหรัฐฯ ยังมีปัญหา ซึ่งภาพดังกล่าวอาจทำให้ตลาดปิดรับความเสี่ยงจากประเด็นเงินเฟ้ออีกครั้ง หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น

หากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ก็อาจไม่กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าไปมาก เพราะผู้ส่งออกก็รอทยอยขายดอลลาร์ และผู้เล่นในตลาดก็อาจทยอยขายทำกำไรทองคำ หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้

ทั้งนี้ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เรามองว่าปัญหาการระบาดของโควิด-19 และความวุ่นวายของการจัดหาและแจกจ่ายวัคซีนนั้น จะยังคงทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้ากลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้เงินบาทยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากแรงเทขายหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ ดีขึ้น จากการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันธนาคารกลางในโซนเอเชียก็เลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

สำหรับสัปดาห์นี้ ควรจับตา การฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯรวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งเอเชีย พร้อมทั้ง ติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เช่น ประธานเฟด

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

ในฝั่งสหรัฐฯ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน การขยายตัวของทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดยในเดือนพฤษภาคม ตลาดมองว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.9 จุด และ 63 จุด ตามลำดับ (ดัชนีเกิน 50 จุดหมายถึง ภาวะขยายตัว)

ขณะเดียวกัน การจ้างงานในเดือนพฤษภาคม ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หลังประชาชนส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะกลับเข้ามาทำงานมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทยอยเปิดประเทศ การลดสวัสดิการช่วยเหลือผู้ตกงาน และแนวโน้มค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้นราว 5 แสนตำแหน่ง ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มเพียง 2.7 แสน ตำแหน่ง นอกจากนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด ในวันศุกร์ เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ การปรับลดคิวอี (QE Tapering)

ส่วนในฝั่งยุโรป การฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มสดใส โดยยอดค้าปลีกของยุโรป (Retail Sales) ในเดือนเมษายนจะปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 25% จากปีก่อนหน้า

ขณะที่ในฝั่งเอเชีย ปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของ โควิด-19 ในหลายพื้นที่ของเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น อาจทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นสะดุดลงได้ในระยะสั้น หลังจากที่ ในช่วงต้นปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดี โดยตลาดคาดว่า ยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนอาจขยายตัวกว่า 15% จากปีก่อนหน้า แต่ก็อาจชะลอตัวลงในระยะสั้นจากปัญหาการระบาดระลอกใหม่

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่สดใส ซึ่งได้ช่วยให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนเมษายน ที่โตกว่า 16% จากปีก่อนหน้า ส่วนในฝั่งจีน เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าขยายตัว ชี้โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ(Caixin Manufacturing & Services PMIs) ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52 จุด และ 56 จุด ตามลำดับ นอกจากนี้ เรามองว่าธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

และในฝั่งไทย ปัญหาการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความไม่แน่นอนของการแจกจ่ายวัคซีน จะกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) เดือนพฤษภาคมที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 44 จุด

ขณะเดียวกัน การบริโภคในประเทศที่ยังคงซบเซา รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของภาครัฐ อาจกดดันอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม ให้ชะลอตัวลงมาสู่ระดับ 2.5% หลังจากที่เร่งตัวขึ้นในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำมากในปีก่อนหน้าจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเฟ้อในปีนี้อยู่ในระดับสูงไปอีกราว 2 เดือน