บลจ.หวั่นเงินเฟ้อสหรัฐทะลุ3%กดหุ้นทั่วโลกผันผวน

บลจ.หวั่นเงินเฟ้อสหรัฐทะลุ3%กดหุ้นทั่วโลกผันผวน

บลจ.ยูโอบี ชี้ เงินเฟ้อสหรัฐสูงเกิน 3% ส่งผลหุ้นทั่วโลกผันผวนแรงพร้อมคาดหากยังสูงยาวนาน ส่งผลนักลงทุนลดพอร์ตถือเงินสด

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ยูโอบี(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงต่อตลาดการลงทุนทั่วโลกและไทย หากเงินเฟ้อสูงต่อเนื่องยาวนานกว่าเดิมที่เป็นเรื่องชั่วคราวอาจกดดันให้นักลงทุนลดการลงทั้งหมดลงไปถือเงินสด

ทั้งนี้บริษัทประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อ 3 ระดับ คือ 1.ระดับเงินเฟ้อสูงกว่า 3% ถือเป็นความเสี่ยงหุ้นมีโอกาสผันผวนสูง 2. ความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ถ้าปรับขึ้นลงไม่ต่างกับเดือนก่อนมากมักนัก คงไม่ส่งผลรุนแรง มองว่าหลังจากนี้ ไม่น่ามีจังหวะปรับขึ้นแรงอีก เพราะธุรกิจเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และ 3. บอนด์ยิลด์สหรัฐขึ้นตามหรือไม่ ถ้าบอนด์ยิลด์สหรัฐขึ้นด้วย หุ้นโลกจะปรับฐานลง เพราะอยู่ในช่วงที่แพง ส่วนหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบด้านอารมณ์ตลาดอาจถูกขายไปพร้อมกันด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในระยะยาวด้วยโครงสร้างของธุรกิจทั่วโลก โอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงต่อเนื่องมีไม่มาก ยังแนะนำลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้นอยู่ มองสินทรัพย์ที่น่าสนใจช่วงเงินเฟ้อสูง คือ สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) แต่ปัจจุบันมีปัญหาวัคซีนและโควิด-19 กลับมาระบาดรุนแรง ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรรีบร้อน อาจรอจังหวะปรับพอร์ตเพิ่มการลงทุนส่วนนี้ หลังจากเห็นความชัดเจนในการแจกจ่ายวัคซีนและการเดินทางระหว่างประเทศ

อีกทั้งมองว่า ตลาดจะกลับเป็นขาขึ้นได้ต้องมีนักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุน ก่อนหน้านี้มองว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4ปี2564 แต่ถ้าตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงจากเงินเฟ้อ ดอลลาร์อ่อน สินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น ก็อาจเห็นต่างชาติกลับมาลงทุนในตลาด EM เร็วขึ้น มองเป้าหมายกรอบดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,500-1,680 ในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า

นายอิศรา พุฒตาลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. วี กล่าวว่า บอนด์ยิลด์สหรัฐมีแนวโน้มขยับขึ้น ดังนั้นเฟดจึงมีท่าทีผ่อนคลายการเร่งกระตุ้นเศรฐกิจ แต่ตอนนี้ยังคงเป็นการคาดการณ์อยู่ว่า เฟดคงจะยังไม่ลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เร็วๆนี้ แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนการซื้อบางสินทรัพย์ เช่น Mortgage-backed securities (MBS) ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน กลับมาอยู่แค่ในส่วนของตราสารหนี้ (bond) อย่างเดียว มองว่า ในกลุ่มตลาด EM จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้พอสมควร จากดอลลาร์ที่อาจอ่อนเพราะเงินเฟ้อกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเข้ามา