‘ออสเตรเลีย’ ต้นแบบใหม่ ‘นโยบายการเงินยุคโควิด’

‘ออสเตรเลีย’ ต้นแบบใหม่ ‘นโยบายการเงินยุคโควิด’

วิกฤติโควิด-19 ผู้เชี่ยวชาญเริ่มหันมามองธนาคารกลางออสเตรเลีย ว่าเป็นต้นแบบที่นำพาเศรษฐกิจออสเตรเลียให้ออกมาจากสภาพเศรษฐกิจหดตัวเมื่อ 1 ปีที่แล้วได้ดี และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน ช่วงวิกฤติซับไพรม์ หลายคนยอมรับว่าฮีโร่ที่ถือเป็นต้นแบบของนโยบายการเงินของโลก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ ทว่ามาถึงวิกฤติโควิดในปัจจุบัน มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ไม่น้อยที่เริ่มหันมามองธนาคารกลางออสเตรเลียว่าถือเป็นต้นแบบในการนำพาเศรษฐกิจออสเตรเลียให้ออกมาจากสภาพเศรษฐกิจหดตัวเมื่อ 1 ปีที่แล้วได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงตลาดหุ้นออสเตรเลียก็สามารถทะยานขึ้นสู่จุดที่ดัชนีไปแตะจุดสูงสุดตลอดกาล บทความนี้จะขออธิบายว่าทำได้อย่างไร

เริ่มจากตัวนโยบายต่างๆ ในเดือน มี.ค.2563 หลังจากวิกฤติโควิดได้เริ่มต้นขึ้น ทางธนาคารกลางออสเตรเลียได้ประกาศนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อันประกอบด้วย

1.การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Cash Rate หรือ Policy Rate) ลงอีกร้อยละ 0.25 ที่เพิ่งลดลงไปก่อนหน้าที่ร้อยละ 0.5 จนเหลือร้อยละ 0.25

2.การให้แนวทางการดำเนินนโยบายในอนาคต (Forward Guidance) ในลักษณะที่ว่าจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหากการจ้างงานยังไม่เข้าสู่ระดับจ้างงานแบบเต็มที่ และอัตราเงินเฟ้อยังไม่ถึงร้อยละ 2

3.การลดระดับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางจ่ายสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาฝาก (ES Rate) จนเหลือร้อยละ 0.25

4.การตั้งเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรออสเตรเลียอายุ 3 ปีไว้ที่ร้อยละ 0.25 หรือที่เรียกกันว่า Yield Curve Control และลงมาเหลือร้อยละ 0.1 ในเดือน พ.ย.2563

5.โครงการปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินระยะเวลา 3 ปีที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 เพื่อปล่อยกู้ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอี ด้วยปริมาณการปล่อยกู้คิดเป็นร้อยละ 3 ของมูลค่ารวมของสินเชื่อในระบบของออสเตรเลีย ซึ่งในเดือน ต.ค.2563 เพิ่มมูลค่าการปล่อยกู้เป็นร้อยละ 5 ของมูลค่ารวมของสินเชื่อในระบบ

แล้วในเดือน พ.ย.2563 ธนาคารกลางออสเตรเลียได้ประกาศดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยทำการซื้อพันธบัตรออสเตรเลียช่วงอายุ 5-10 ปี และเพิ่มการทำ QE อีก 100 ล้านดอลลาร์ ในเดือน ก.พ.2564

นโยบายทั้งหมดนี้ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจออสเตรเลีย ตามช่องทางและกลไก ดังนี้

 - การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Cash rate) ถือว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้หลายช่องทาง โดยการที่ต้นทุนทางการเงินของแบงก์พาณิชย์ลดลง จากการที่ธนาคารกลางปล่อยกู้ต่อแบงก์พาณิชย์ด้วยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวที่ลดลง ย่อมจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของประชาชนและภาคธุรกิจลดลง ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อปริมาณสินเชื่อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งยังส่งผลดีต่อกระแสเงินสดของผู้กู้อีกด้วย รวมถึงยังช่วยผลักดันให้ราคาสินทรัพย์ รวมถึงราคาที่อยู่อาศัยให้สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนและนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่มากยิ่งขึ้นในที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยกดดันให้ค่าเงินออสเตรเลียอ่อนลง นั่นจะส่งผลในเชิงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับออสเตรเลียในที่สุด

นอกจากอัตราดอกเบี้ย Cash rate ที่ลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามช่องทางที่ได้ดังกล่าวไว้ข้างต้นแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่สามารถใช้เพื่อส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ ES rate ผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แบงก์นำมาฝากกับธนาคารกลาง เพื่อทำให้แบงก์มีแรงจูงใจในการถอนเงินดังกล่าวนั้นนำไปปล่อยกู้กับภาคธุรกิจ ที่สำคัญ ปริมาณเงินซึ่งแบงก์พาณิชย์ที่ต้องการกู้เงินจากธนาคารกลางกับที่ต้องการฝากกับธนาคารกลางเริ่มที่จะมีมากขึ้น และปริมาณดังกล่าวของทั้งคู่เริ่มจะมีมูลค่าที่ใกล้เคียงกัน จนก่อให้เกิดสภาพคล่องที่ดีให้กับ

- การให้แนวทางการดำเนินนโยบายในอนาคต (Forward Guidance)  โดยธนาคารกลางออสเตรเลียได้ปรับความคาดหวังของตลาดสำหรับจังหวะเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยล่าสุด ได้ประกาศว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปี 2564 เมื่อการจ้างงานได้เป็นไปแบบเต็มที่แล้วและอัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ร้อยละ 2

- มาตรการตั้งเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 3 ปีหรือ Yield Curve Control ไว้ที่ร้อยละ 0.1  โดยที่ธนาคารกลางออสเตรเลียเลือกช่วงเวลา 3 ปีไว้เป็นเป้าหมาย เนื่องจากมีมูลค่าสภาพคล่องที่มากที่สุด รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยของออสเตรเลียได้ดีที่สุด โดยจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยของตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ อาทิ Swap rate ก็จะมีระดับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดังกล่าวเล็กน้อย เพื่อสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตที่เกิดขึ้นจากตราสารทางการเงินต่างๆ

ทั้งนี้ มาตรการ Yield Curve Control นี้ ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของออสเตรเลียอยู่ในระดับที่ต่ำแบบมีเสถียรภาพ ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียกลับมาฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี

- การดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอีสำหรับพันธบัตรอายุ 5-10 ปี  จะพบว่ามาตรการซื้อพันธบัตรระยะยาวนี้ได้ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินระยะยาวของออสเตรเลียให้ลดลง ซึ่งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวมีระดับลดลง ส่งผลให้มีรายได้รวมสูงขึ้นและเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และตลาดที่อยู่อาศัยมีระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียก็มีแนวโน้มที่อ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลดีต่อมูลค่าการส่งออก โดยทั้งหมดก่อให้เกิดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยคาดกันว่า QE ในรอบนี้ของออสเตรเลียส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี ของออสเตรเลียลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้ทำ QE

มาตรการทั้งหมดของธนาคารกลางออสเตรเลียที่กล่าวข้างต้น ได้รับการชื่นชมจากหลายประเทศว่าทำได้ดีมากในช่วงวิกฤติโควิดนี้

หมายเหตุ : หนังสือการลงทุนเล่มใหม่ "หุ้น Avengers : Infinity Stock" ว่าด้วยการใช้ข้อมูลและแนวคิดเชิงมหภาคแบบครบทุกมิติในการลงทุน ผลงานหนังสือเล่มที่ 5 ของผู้เขียน วางตลาดที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศแล้ว