สศค.พบเครื่องชี้เศรษฐกิจส่งสัญญาณบวก

สศค.พบเครื่องชี้เศรษฐกิจส่งสัญญาณบวก

สศค.เผยเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนก.พ.เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ระบุ การส่งออก การลงทุนและการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยสศค.เตรียมปรับประมาณการอีกครั้งในเดือนเม.ย.นี้

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)เปิดเผยว่า สศค.ประเมินว่า ภาคการส่งออก การท่องเที่ยวและการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยเครื่องยนต์ทั้งสามตัวนี้ เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นแล้วจากเครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สศค.จะมีการประกาศประมาณการจีดีพีครั้งใหม่ในเดือนเม.ย.นี้ โดยที่ประมาณการครั้งก่อนเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมาประเมินจีดีพีปีนี้ขยายตัวที่ 2.8% การส่งออกขยายตัว 6.2% การลงทุนภาครัฐขยายตัว 12.1% การลงทุนเอกชนขยายตัว 3.4%

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนก.พ.ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นที่สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ภายในประเทศที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง การฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมาตรการของภาครัฐที่มีส่วนสำคัญในการพยุงกำลังซื้อของผู้บริโภค

ทั้งนี้ เครื่องชี้ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งและปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 12.3% และ 0.6%จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลหรือหดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่-30.7% และ -5.9% ต่อปี ตามลำดับ

การขยายตัวดังกล่าว สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ 7.7% ต่อปี เช่นเดียวกันกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 49.4 จากระดับ 47.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ภายในประเทศเริ่มคลี่คลายลง ประกอบกับมีความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนโควิด-19ภายในประเทศ รวมถึง มาตรการของภาครัฐช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนกลับมาขยายตัวที่ 18.6% ต่อปี สอดคล้องกับปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวในอัตราชะลอลงที่-2.3% ต่อปี

สำหรับการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ขยายตัวที่ 0.9% ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคืบหน้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่นเดียวกันกับภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่กลับมาขยายตัว 2.9% ต่อปี

และ 3.สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และถุงมือยาง ที่ยังคงมีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก เป็นต้น อย่างไรก็ดี การส่งออกทองคำ และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ยังคงลดลง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ตลาดคู่ค้าหลักของไทยปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องที่ 19.7%ต่อปี เช่นเดียวกับการส่งออกไปทวีปออสเตรเลีย จีน และเอเชียใต้ ขยายตัวที่18.3% 15.7% และ13.9%ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออกไปตลาดอาเซียน 9 ประเทศ ยังคงลดลงที่ -11.8% ต่อปี

ด้านเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85.1 จากระดับ 83.5 ในเดือนม.ค.2564 โดยได้รับมีปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันโควิด-19ของภาครัฐ ส่งผลให้การดำเนินกิจการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการสนับสนุนกำลังซื้อของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

สำหรับบริการด้านการท่องเที่ยว พบว่า ในเดือนก.พ.มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa: STV) รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มสิทธิพิเศษ (Thailand Privilege Card) และนักธุรกิจ จำนวน 5,741 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร และจีน เป็นต้น ขณะที่ ภาคเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ลดลงเล็กน้อยที่-1.4% ต่อปี จากการลดลงของผลผลิตข้าวเปลือก และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่-1.2% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.04% ต่อปี ขณะที่ สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนม.ค.2564 อยู่ที่ 52.0% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนก.พ.2564 อยู่ในระดับสูงที่ 253.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ