โบรกฯ เก็งหุ้นพลังงาน-โรงกลั่น รับอานิสงส์เหตุการณ์ "คลองสุเอซ"

โบรกฯ เก็งหุ้นพลังงาน-โรงกลั่น รับอานิสงส์เหตุการณ์ "คลองสุเอซ"

นักวิเคราะห์ประเมินหุ้นพลังงาน-โรงกลั่น ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์เรือคอนเทนเนอร์ขวางเส้นทางขนส่งสินค้า "คลองสุเอซ" หนุนราคาน้ำมันดิบฟื้น พร้อมแรงเก็งกำไร "โอเปก" ขยายเวลาลดกำลังการผลิตอีก 1 เดือน

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เรือคอนเทนเนอร์ลอยขวางคลองสุเอซของอียิปต์ตั้งแต่วันอังคาร (23 มี.ค.) คาดว่าจะเป็นผลบวกต่อกลุ่มพลังงานมากที่สุด ได้แก่ บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นจากปริมาณการขาย (Supply) ที่หายไป แนะนำซื้อราคาเหมาะสม 48.50 บาทต่อหุ้น และ 118 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานยังมีปัจจัยบวกจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าในการประชุมกลุ่มโปเปกเดือน เม.ย.อาจเห็นการขยายกำลังการผลิตน้ำมันดิบออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือน เม.ย. อย่างไรก็ดี ล่าสุด เรือดังกล่าวได้กลับมาลอยอีกครั้ง แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะกลับมาเปิดเส้นทางสัญจรคลองสุเอซได้เมื่อไหร่ แต่แนะนำนักลงทุนระมัดระวังกับการเก็งกำไรหุ้นพลังงาน

ถัดมากลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ที่รับจัดการขนส่งทางเรือ (Sea Freight) ได้แก่ บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) รายได้จาก Sea Freight 69% บมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (III) รายได้ 10% และ บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท (SONIC) รายได้ 63%

"แม้ค่าระวางเรือจะเร่งตัวขึ้นมาในช่วงสั้นเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มเดินเรือ แต่เราแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อ เพราะช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับขึ้นไปพอสมควรแล้ว" นายชาญชัย กล่าว

ขณะที่หุ้นที่ฝ่ายวิจัยจัดทำประมาณการครอบคลุม ได้แก่ บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์ (WICE) มีสัดส่วนรายได้จาก Sea Freight 16% แนะนำซื้อราคาเหมาะสม 8 บาทต่อหุ้น รวมถึงกลุ่มธุรกิจห้องเย็น-คลังสินค้าที่จะได้ประโยชน์คือ บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) เพราะผู้ประกอบการจะนำสินค้าเข้ามาพักไว้ในคลังบริเวณท่าเรือแหละฉะบังในระหว่างที่ต้องรอเวลาบรรจุเข้าตู้สินค้ายาวนานขึ้น แนะนำซื้อราคาเหมาะสม 11 บาทต่อหุ้น

ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ กลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มส่งออกอาหาร อย่างไรก็ตาม จากข่าวล่าสุดที่คาดว่าจะใช้ระยะเวลาแก้ปัญหาได้อีกภายใน 1 สัปดาห์นี้ บริษัทผู้ประกอบธุรกิจส่งออกแจ้งว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า เหตุการณ์เรือคอนเทนเนอร์ปิดเส้นทางขนส่งสินค้าคลองสุเอซ ส่งผลกระทบราว 10% ต่อการขนส่งสินค้าทั่วโลก และส่งผลให้เรือขนส่งสินค้าประมาณ 300 ลำ ประกอบด้วยเรือเทกอง เรือคอนเทนเนอร์ และเรือขนส่งน้ำมัน ไม่สามารถขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยังยุโรปและสหรัฐได้

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นประมาณ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) รวมถึงกลุ่มโรงกลั่นทั้งหมด

ส่วนกลุ่มระวางเรือ แม้ได้ปัจจัยบวกจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว และกลุ่มอินเล็กทรอนิกส์ยังประเมินสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากไม่สามารระบุประเภทสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าการขนส่งล่าช้าอีก 1 สัปดาห์จะเป็นปัจจัยกดดันช่วงสั้นเท่านั้น

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนะนำนักลงทุนใช้ความระมัดระวังก่อนเข้าซื้อหุ้น และไม่แนะนำซื้อเก็งกำไร (เทรดดิ้ง) จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีความซับซ้อนของเหตุการณ์มากเกิดไป ได้แก่ กลุ่มระวางเรือที่ได้อานิสงส์จากค่าระวางเรือที่สูงขึ้น แต่อาจมีค่าใช้จ่ายตามมาหากอุบัติเหตุยืดเยื้อ เป็นต้น