ประกาศ160 สหกรณ์ขนาดใหญ่สินทรัพย์เกิน 5 พันล้านบาทเข้มปฏิบัติตามกฎปี 64

	 ประกาศ160 สหกรณ์ขนาดใหญ่สินทรัพย์เกิน 5 พันล้านบาทเข้มปฏิบัติตามกฎปี 64

การทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหลายแห่งต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเงินฝากเงินหุ้นของสมาชิก กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์เดิม เพื่อให้ทันกับธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนไป

จนได้มาซึ่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับแก้ไข พ.ศ.  2562  ล่าสุด กรมส่งเสริมสหหกรณ์ ได้แบ่งสหกรณ์ออกเป็น 2 ขนาดคือ สหกรณ์ขนาดใหญ่และสหกรณ์ขนาดเล็ก พร้อมประกาศรายชื่อสหกรณ์ขนาดใหญ่สินทรัพย์เกิน 5 พันล้านบาท ถึง 160 แห่ง   

          นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์   กล่าวว่า  ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้ลงนามในประกาศนายทะเบียนสหกรณ์        เรื่องรายชื่อสหกรณ์ขนาดใหญ่ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2564 ทั้งนี้ เป็นการประกาศตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 มาตรา 89/2(1) และมาตรา 105 วรรค 3 ที่กำหนดให้มีการออกกฎกระทรวงการดำเนินงานและกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

กำหนดให้สหกรณ์แบ่งเป็นสองขนาด คือ สหกรณ์ขนาดใหญ่และสหกรณ์ขนาดเล็ก อาศัยอำนาจตามความในกฎกระทรวงการดำเนินงานและกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ.2564 ข้อ2 ข้อ 26 กำหนดให้สหกรณ์ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์ตั้งแต่ 5 พันล้านบาทขึ้นไป และชุมนุมสหกรณ์ เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่

          “ข้อมูล ณ วันที่ 15 มี.ค.2564 มีชุมนุมสหกรณ์ขนาดใหญ่ 13 แห่ง สหกรณ์ขนาดใหญ่ 147 แห่ง ซึ่งในอนาคตอาจมีเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามขนาดของสินทรัพย์ ทั้งนี้ สหกรณ์ขนาดใหญ่จะต้องเริ่มปฏิบัติตามกฎกระทรวงการดำเนินการและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ.2564

          โดยสาระสำคัญหนึ่งคือการ กำหนดให้การให้เงินกู้สามัญแก่สมาชิกต้องไม่กำหนดงวดชำระหนี้ยาวเกินไป และสมาชิกจะต้องมีเงินได้คงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกมีเงินเหลือต่อเดือนเพียงพอ ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

            "การกำหนดการหักหนี้ต้องเหลือเงินไม่น้อยกว่า 30  % เพื่อให้พี่น้องชาวสหกรณ์มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับกินใช้                   ในแต่ละเดือน เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านั้นบางสหกรณ์มีการหักหนี้จากสมาชิกจนแทบไม่เหลือเงินรายเดือนไว้ใช้ ต้องไปกู้หนี้นอกระบบกลายเป็นการเพิ่มภาระครัวเรือนเข้าไปอีก นอกจากนั้นการให้คงเหลือเงิน 30% ยังสอดคล้องกับระเบียบต่างๆของกระทรวงศึกษาธิการด้วย หรือแม้แต่การบังคับคดี ก็ยังต้องให้ลูกหนี้เหลือเงินใช้ไม่ต่ำกว่า2หมื่นบาทต่อเดือน ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นการช่วยสมาชิก ไม่ใช่เป็นการซ้ำเติมสมาชิก"

 

ข้อกังวลกรณีฝ่ายสหกรณ์จำนวนหนึ่งได้เสนอโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการกำหนดงวดชำระหนี้ของสมาชิก รายได้คงเหลือหลังจากหักหนี้ของสมาชิกในการดำรงชีวิต   ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้พิจารณาและรับฟังความเห็นทั้งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และจากภาคสหกรณ์ที่มีผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยและชุมนุมสหกรณ์ นักวิชาการอิสระเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ ภาคราชการต้องคำนึงถึงเป้าหมายสำคัญคือ การกำกับดูแลระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งทางการเงินและเกิดประโยชน์ที่แท้จริงกับมวลสมาชิก จึงอาจทำให้มีข้อกำหนดในบางเรื่องไม่สอดรับกับข้อเสนอของภาคสหกรณ์

“จากการสำรวจข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ  วัน 30 พ.ย.  2563   มีจำนวนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 563 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ 1,318 แห่ง รวม 1,881 แห่ง  พบว่า กรณีการกำหนดงวดชำระหนี้เงินกู้สามัญ ที่กำหนดให้สมาชิกชำระเสร็จภายใน 150  เดือนตามร่างกฏกระทรวงนั้น มีสหกรณ์ร้อยละ72.35ที่อยู่ในเกณฑ์และในร้อยละ 72.35 ก็ยังพบว่ามีถึงร้อย 58.64  ที่ปัจจุบันให้ไม่เกิน 120 เดือน    สำหรับสหกรณ์ที่กำหนดงวดเกินกว่า 150  เดือนถึงมากกว่า 240  เดือน มีจำนวนร้อยละ 27.65 กลุ่มนี้ต้องปรับตัว กรมจึงได้กำหนดไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลให้เวลาสหกรณ์ในกลุ่มร้อยละ  27.65 ปรับตามตามเกณฑ์ภายในระยะเวลา  10 ปี  “

          ทั้งนี้ กรมฯ จะจัดให้มีการจัดเวทีเสวนาแนวทางปฏิบัติให้กับสหกรณ์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เบื้องต้นเริ่มที่สหกรณ์ในเขตกรุงเทพ ทั้งที่อยู่ในการดูแลของสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และพื้นที่ 2 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่ที่สหกรณ์เหล่านี้ต้องปฏิบัติดังนั้นในช่วง 1-2 ปีนี้

กรมจึงมีนโยบายว่าจะใช้แนว การทำงานส่งเสริมเป็นหลัก เพื่อให้มีการปฏิบัติให้ได้ก่อน นอกจากนี้กรมจะออกคู่มือให้เป็นแนวปฏิบัติออกมาอีกด้วย กรมฯจะไม่เร่งรัด แต่จะใช้หลักเดินไปด้วยกันกับพี่น้องชาวสหกรณ์  ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับระบบสหกรณ์ทั่วประเทศ

ด้านนายสุรพล พงษ์เมธีอภิชัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ด้านการเงินและร้านค้า กล่าว กฎกระทรวงฉบับมีด้วยกัน 5 หมวด ประกอบด้วยการกำหนดขนาดของสหกรณ์       หมวด 2 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมและผู้จัดการ หมวด 3    การดำรงเงินกองทุนของชุมนุมสหกรณ์ หมวด 4 การกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลของสหกรณ์ หมวดที่ 5 การบัญชีและการรายงานข้อมูล และบทเฉพาะกาล

          ทั้งนี้ ได้กำหนดนิยามของสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ คณะกรรมการและกรรมการ และขนาดของสหกรณ์              แยกเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ คือ สหกรณ์ที่มีขนาดสินทรัพย์ 5 พันล้านบาทขึ้นไป ส่วนขนาดเล็ก คือ สินทรัพย์                   น้อยกว่า 5 พันล้านบาท โดยขนาดของสินทรัพย์ให้พิจารณาจากงบการเงินของสหกรณ์ในปีบัญชีล่าสุดที่ผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบและแสดงความเห็นแล้ว และการจะออกจากการเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ เมื่อยื่นคำร้องแล้ว นายทะเบียนสหกรณ์จะเป็นผู้พิจารณา ภายใน 30 วัน     

          สำหรับอำนาจหน้าที่ของกรรมการนั้นกำหนดให้ สหกรณ์ต้องมีการกำหนดนโยบาย ทิศทางเป้าหมายกลยุทธ์ในการทำงาน  ต้องมีข้อกำหนดจริยธรรม และจัดให้มีการกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ของสหกรณ์                โดยอย่างน้อยต้องครอบคลุมความเสี่ยงด้านสินเชื่อการลงทุน   

          ทั้งนี้  กฎกระทรวงยังกำหนดให้บุคคลเป็นกรรมการสหกรณ์ได้เพียง 1 แห่ง และสหกรณ์ต้องมีกรรมการ                   ที่มีคุณวุฒิด้านการเงิน การบัญชี การบริหารจัดการด้านเศรษฐศาสตร์ หรือผ่านการอบรมตามหลักสูตรในด้านดังกล่าวหรือด้านอื่นตามที่คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด

อย่างไรก็ตามในบทเฉพาะกาลได้กำหนดว่ากรณีที่กรรมการหรือผู้จัดการของสหกรณ์ขนาดใหญ่ซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระหรือกำหนดสัญญาจ้าง และให้สหกรณ์ดำเนินการให้มีกรรมการสหกรณ์ ที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่สหกรณ์มีกรรมการชุดใหม่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 2 ปีนับแต่กฎกระทรวง ใช้บังคับ